| |
|
:: พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533
มาตราที่ 46-53
:: หมวด 2 เงินสมทบ
มาตรา 46 ให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตาม มาตรา
33 ออกเงินสมทบ เข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตราย
หรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณี ตายและกรณีคลอดบุตร ฝ่ายละเท่ากันตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ต้องไม่เกินอัตราเงิน สมทบท้ายพระราชบัญญัตินี้
ให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตาม
มาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อ
การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงานตามอัตราที่กำหนด
ในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินอัตราเงินสมทบท้ายพระราชบัญญัตินี้ สำหรับการประกันตนตาม
มาตรา 39 ให้รัฐบาลและผู้ประกันตนออกเงินสมทบ
เข้ากองทุนโดยรัฐบาลออกหนึ่งเท่าและผู้ประกันตนออกสองเท่าของอัตราเงินสมทบที่แต่ละฝ่าย
ต้องออกตามที่กำหนดในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
การกำหนดอัตราเงินสมทบตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้กำหนดโดยคำนึงถึงประโยชน์ทดแทนและค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงานตาม
มาตรา 24 ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตน
ตาม
มาตรา 33 แต่ละคน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงในการคำนวณเงินสมทบของ
ผู้ประกันตนแต่ละคนสำหรับเศษของเงินสมทบที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าสิบสตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น
หนึ่งบาท ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง ในกรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างหลายรายให้คำนวณเงิน
สมทบจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างแต่ละราย
[ มาตรา 46 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2542]
มาตรา 47 ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตน
ตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนตาม
มาตรา 46 และเมื่อนายจ้างได้ ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง
ให้นายจ้างนำเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่ได้หักไว้ตามวรรคหนึ่ง
และเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง ส่งให้แก่สำนักงานภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหัก
เงินสมทบไว้ พร้อมทั้งยื่นรายการแสดงการส่งเงินสมทบตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย ให้นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงิน
สมทบตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
ในกรณีที่นายจ้างนำเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนหรือเงินสมทบในส่วน
ของนายจ้างส่งให้แก่สำนักงานเกินจำนวนที่ต้องชำระ ให้นายจ้างหรือผู้ประกันตนยื่นคำร้องขอรับ
เงินในส่วนที่เกินคืนได้ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ถ้านายจ้าง หรือผู้ประกันตนมิได้เรียกเอา
เงินดังกล่าวคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ หรือไม่มารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่
วันที่ได้รับแจ้งให้มารับเงิน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน
[ มาตรา 47 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2537]
มาตรา 47ทวิ ในกรณีที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งไม่ครบตามกำหนด
เวลาใน มาตรา 47 วรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำเตือนเป็นหนังสือ
ให้นายจ้างนำเงินสมทบที่ ค้างชำระและเงินเพิ่มมาชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น
ถ้า นายจ้างได้รับคำเตือนดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่นำเงินสมทบที่ค้างชำระและเงินเพิ่มมาชำระภายในกำหนด
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินเงินสมทบและแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างนำส่งได้
ดังนี้
(1) ถ้านายจ้างเคยนำส่งเงินสมทบมาแล้ว
ให้ถือว่าจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างมี หน้าที่นำส่งในเดือนต่อมาแต่ละเดือนมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบในเดือนที่นายจ้างได้นำส่งแล้ว
เดือนสุดท้ายเต็มเดือน
(2) ถ้านายจ้างซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้แต่ไม่ยื่นแบบรายการ
ตาม มาตรา 34 หรือยื่นแบบรายการตาม
มาตรา 34 แล้ว แต่ไม่เคยนำส่งเงินสมทบหรือยื่นแบบรายการ
ตาม มาตรา 34 โดยแจ้งจำนวนและรายชื่อลูกจ้างน้อยกว่าจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่จริง
ให้ประเมินเงิน สมทบจากแบบรายการที่นายจ้างเคยยื่นไว้ หรือจากจำนวนลูกจ้างที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบ
แล้วแต่กรณี โดยถือว่าลูกจ้างแต่ละคนได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราที่ได้เคยมีการยื่นแบบ
รายการไว้ แต่ถ้าไม่เคยมีการยื่นแบบรายการหรือยื่นแบบรายการไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าลูกจ้างแต่ละ
คนได้รับค่าจ้างรายเดือนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
แรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในท้องที่นั้น คูณด้วยสามสิบ
ในกรณีที่มีการพิสูจน์ได้ภายในสองปีนับแต่วันที่มีการแจ้งการประเมินเงินสมทบ
ตามวรรคหนึ่งว่าจำนวนเงินสมทบที่แท้จริงที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งมีจำนวนมากกว่าหรือ
น้อยกว่าจำนวนเงินสมทบที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ตาม (1) หรือ (2) ให้สำนักงานมีหนังสือ
แจ้งผลการพิสูจน์ให้นายจ้างทราบ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบผลการพิสูจน์
เพื่อให้นายจ้าง นำส่งเงินสมทบเพิ่มเติมภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
หรือยื่นคำขอต่อสำนักงานเพื่อ ขอให้คืนเงินสมทบ ถ้านายจ้างไม่มารับเงินดังกล่าวคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบผลการพิสูจน์
ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน
การนำส่งคำเตือน การแจ้งจำนวนเงินสมทบที่ประเมินได้
และการแจ้งผล การพิสูจน์ ให้นำความใน มาตรา 30
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
[ มาตรา 47 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่
2) พ.ศ. 2537]
มาตรา 48 ในกรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างหลายรายให้นายจ้างทุกราย
มีหน้าที่ปฏิบัติตาม มาตรา 46
และ มาตรา 47
มาตรา 49 นายจ้างซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบในส่วนของตนหรือในส่วนของ ผู้ประกันตน
หรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตาม มาตรา 47
ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา ร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างยังมิได้นำส่ง
หรือของจำนวนเงินสมทบที่ยัง ขาดอยู่ นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ
สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือกว่านั้น ให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
ในกรณีที่นายจ้างมิได้หักค่าจ้างของผู้ประกันตน
เพื่อส่งเป็นเงินสมทบหรือหักไว้ แล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนตาม
มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ให้นายจ้างรับผิดใช้เงินที่ต้องส่งเป็นเงินสมทบ
ในส่วนของผู้ประกันตนเต็มจำนวน และต้องจ่ายเงินเพิ่มในเงินจำนวนนี้ตามวรรคหนึ่งนับแต่วัน
ถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ และในกรณีเช่นว่านี้สิทธิที่ผู้ประกันตนพึงได้รับคงมีเสมือนหนึ่ง
ว่าผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบแล้ว
มาตรา 50 เลขาธิการมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด และขายทอด
ตลาดทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบและหรือเงินเพิ่ม หรือนำส่งไม่ครบจำนวนตาม
มาตรา 49 ทั้งนี้ เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับเงินที่ค้างชำระ
การมีคำสั่งให้ยึด อายัด
หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ ต่อเมื่อได้ส่งคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างนำเงินสมทบและ
รือเงินเพิ่มที่ค้างมาชำระภายในกำหนด ไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้นและนายจ้างไม่ชำระภายในกำหนด
หลักเกณฑ์และวิธีการยึด
อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งให้ เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวให้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการยึด
อายัด และขายทอดตลาด และชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มที่ค้างชำระ ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่นายจ้างโดยเร็ว
ถ้านายจ้างมิได้เรียกเอาเงินที่เหลือคืนภายในห้าปีให้ตกเป็นของกองทุน
มาตรา 51 หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินสมทบและหรือเงินเพิ่มให้สำนักงานมี
บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในมูลค่าภาษี
อากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 52 ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปหากมี
ตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วง ซึ่งเป็นนายจ้างในเงินสมทบซึ่งนายจ้าง
มีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 53 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 49
มาตรา 50 และ
มาตรา 51 มาใช้บังคับโดย อนุโลมแก่ผู้รับเหมาช่วงตาม
มาตรา 52 ซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่
กำหนด
[ มาตรา 53 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2537]
|
|