ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ

เปิดประสบการณ์การตลาดใหม่ Human Value Marketing

เปิดประสบการณ์การตลาดใหม่ Human Value Marketing | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ เปิดประสบการณ์การตลาดใหม่ Human Value Marketing, บทความ เปิดประสบการณ์การตลาดใหม่ Human Value Marketing, ตัวอย่าง เปิดประสบการณ์การตลาดใหม่ Human Value Marketing, HR, HRM



กรุงเทพธุรกิจ รายงานคำต่อคำ “พุทธพร แสงรัตนเดช” ผู้อำนวยการสำนักงานการตลาด เอสซีจี เปเปอร์ ในเวทีสัมมนา Marketing 3.0

“Best Practice for Sustainable Marketing” ว่า

"ผมเป็นวิศวะคอมพิวเตอร์ มาทำการตลาดที่เครือซีเมนต์ไทย จากนั้นเริ่มทำสินค้าใหม่ๆ โดยทางเครือของเราเน้นเรื่องของ SD และ Innovation จึงลองมานั่งทำ ตัวแรกที่เป็นประสบการณ์คือ กระดาษถนอมสายตา กรีนรีด หลังจากนั้นเมื่อนำมาใช้กันเยอะขึ้น เราเริ่มมีคอนเซ็ปต์เรื่องการตลาด ด้านนวตกรรม ด้านการเข้าใจลูกค้า ก็เอามาประยุกต์ใช้ โดยสินค้าตัวที่สอง  คือ แบรนด์ไอเดีย เอาเรื่องแบรนด์เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนคงได้เห็นว่ามีกระดาษรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้นวัตกรรมเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ไอเดียกรีน ไอเดียเวิร์ค ที่พิมพ์แล้วสวย หรือล่าสุดนี้จะทำอย่างไรให้กระดาษ 70 แกรม สามารถใช้ได้สองหน้า คือ ไอเดียแม็กซ์

เบื้องหลังทั้งหมดมันสนุกมาก เราต้องการแชร์สิ่งที่เราทำ เพราะล่าสุดที่เราทำเรื่อง Human Value Marketing มันเป็นสิ่งที่ถ้าเรายิ่งทำกันยิ่งเยอะก็ยิ่งดี

มันเกิดจากพอเราเริ่มทำธุรกิจกระดาษถนอมสายตากรีนรีดออกไปสักพัก วันนั้นเจ้านายเรียกเข้าพบ ผมมีลูกน้องอยู่ประมาณ 40 คนในหน่วยงานเวลานั้น เรามีการวางโครงการว่าจะขึ้นเครื่องกระดาษที่ขอนแก่น นายเรียกไปว่าโพรเจคผ่านแล้ว อีกสองปีเครื่องจะเสร็จแล้ว ที่คิดทำจะขายอะไรบ้าง ก็บอกไปว่าจะขายให้โรงพิมพ์ ทำกระดาษถ่ายเอกสาร นายบอกว่าสองปีสั้นมากเลยนะ แต่ยังไม่มีการเตรียมตลาดเลย อยากให้เราไปปูพื้นตลาดถ่ายเอกสารก่อน ผมบอกเห็นด้วยที่ต้องรีบทำเลย ท่านเลยให้ผมมาทำ

ไปลงมือทำเอง เพราะเราลงทุนไปตั้ง 7 พันล้านบาท รู้สึกว่างานมันหนักมาก แต่เราเป็นคนศึกษามาเอง โดยมีทีมงานสนับสนุนรวมกันแค่ 6 คน เป็นจุดต่อเนื่องจากการที่เราทำกระดาษถนอมสายตาไปสักพักหนึ่ง แต่คราวนี้มันเปลี่ยนใหม่เลย เพราะว่ามันลงรากหญ้า เป็นการทำตลาดถึงผู้บริโภคโดยตรง (B to C) สิ่งแรกก็หยิบตำราขึ้นมากางอ่านก่อน และมานั่งนึกว่าผมจะทำอะไรดี

แบรนด์อะไร จะเอาจุดขายอะไรมาขาย คือสิ่งที่เราต้องคิด

เรื่องของเรื่องมันเริ่มสนุกขึ้น ขอทีม มาทำฝ่ายขาย การตลาด และสื่อสาร สามอย่าง นายให้มาสามคน ที่เหลือรีครูตมาเอง รวมทีมงาน 6 คน ซึ่งไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน เครื่องยังไม่เสร็จ แล้วเราจะขายอะไร ก็จะหาจุดขาย ความแตกต่าง เราเลยเริ่มจากหากระดาษสักตัวแล้วหิ้วไปขายกันดูก่อน บางออฟฟิศให้เข้า บางออฟฟิศก็ไม่ให้เข้า ทำไปสักไม่ถึงอาทิตย์ เราเริ่มรู้ว่ามันยากจริงๆ ด้วย ไม่หมูเมหือนในอดีตแล้วนะ น้องในทีมบอกว่าถ้าเราอยากหาความต้องการ มันต้องเริ่มจากการทำรีเสิร์ช เราจ้างบริษัทวิจัย มาทำให้เรา เราทำหลายๆ อย่าง สุดท้ายได้คำตอบว่า คนต้องการ กระดาษไม่ติดเครื่อง ขาวและเรียบเนียนเท่านั้น

ซึ่งเรากลับมาก็พบว่านี่เป็นสิ่งที่คนเขาโฆษณามาหลายปีแล้ว แต่การตลาดบอกต้องต่าง ต้องครีเอทแวลู และเครือซีเมนต์ไทยเองในตอนนั้น เราเน้นเรื่อง “นวัตกรรม”  เน้นเรื่อง SD และเรื่องมาร์เก็ตติ้งที่เราต้องสร้างความต่างและเพิ่มมูลค่าให้ได้

เราก็ทำรีเสิร์ช แต่เวลาแค่สองปี เวลาลดไปเรื่อยๆ เรามานั่งคิดว่าสงสัยบริษัทวิจัยคงไม่เข้าใจธุรกิจกระดาษ ฉะนั้นเราลองไปสอบถามเองดีกว่า ส่งทีมงานไปรวมทั้งผมด้วย พอไปถามกลับมาก็ได้คำตอบเหมือนที่บริษัทวิจัยทำ กระดาษไม่ติดเครื่อง ขาว เรียบเนียน  เราเริ่มเกาหัวแล้ว เริ่มหมดมุก เพราะเวลาสั้นลงทุกที ไม่มีทางออก สุดท้ายก็มานั่งนึกอีกที สองอย่างที่ทำให้เราตัดสินใจทำต่าง ออกไป คือเรามีพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น ประสบการณ์เขาเขาไปอยู่กับผู้ใช้งานจริง แต่ตอนนั้นผมนึกเรื่องนี้ไม่ค่อยออก

มานึกอีกทีว่ามาร์เก็ตติ้งนั้นมันคล้ายกับอะไรในชีวิตผม แล้วมันคล้ายกับเคสไหนที่ทำให้ผมกระโดดมาทำเลย มันคือส่วนไหนในชีวิตผม มันเหมือนกับตอนผมจีบผู้หญิง ผมนั่งนึกว่าผมทำอะไรนะที่ผมจะตื่นเต้น ไม่เคยตื่นเช้าก็จะตื่นเช้า ไม่เคยไปเฝ้าพฤติกรรมของคนๆ หนึ่ง ผมก็จะไปเฝ้าเลย นั่นเป็นเอ๊กซ์ตรีมที่เราแบบที่ไม่ต้องมีใครมาสนอ ทำไปตามธรรมชาติ ผมเลยมานั่งนึกว่าการที่เราทำการตลาด ผู้บริโภคต้องเป็นเหมือนแฟนที่เราจะจีบเลย เป็นทาร์เก็ตที่เราเลือกแล้ว เลยไม่แปลกใจที่ทีมทุกคนรวมทั้งผมด้วยเราจะทำงานแบบนี้

จำได้ว่าวันนั้นเป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เราแบ่งกันแล้วเราก็ไปเซอร์เวย์ ตอนนั้นเรากระจายกันไปเฝ้าออฟฟิศต่างๆ ใช้เครือข่ายไปเจอฝ่ายจัดซื้อ ถามว่าเขาซื้อล็อตเท่าไร ซื้ออย่างไร ใช้แค่ไหน พอจบเขาก็นึกว่าเราจะกลับแล้ว เราถามต่อ หน่วยงานไหนใช้เยอะ ก็ขอพบหน่วยงานนั้น ไปถึงก็ตามไปดูว่าของลงตรงไหน กองตรงไหน แกะใช้อย่างไร ถ่ายอะไร ทีละกี่แผ่น ลงไปเรื่อยๆ เหมือนเราไปจีบผู้หญิงคนหนึ่งเลย
จนกระทั่งกลับมาทุกคนก็กลับมาตื่นเต้นสนุกสนาน พบว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องการกระดาษ ไม่ติดเครื่อง ขาว เรียบเนียน หมดมุกเลย จบแล้ว ตอนนั้นนั่งคิดว่ามาถึงจุดจบแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีใครคิดออก

แต่ระหว่างที่คุยกันเราก็เริ่มเม้าท์ เอาเรื่องที่เคยเจอมาเล่าให้กันฟัง ระหว่างคุยกัน ก็เริ่มมีคนพูดว่า ที่นั่น มีติดป้ายต้องการอนุกรักษ์ธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในออฟฟิศต่างๆ สองสามคนพบว่าใช้เลยมันเรื่องเดียวกันเลย เป็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือนเครือซีเมนต์ไทยเลย เราก็ว่านั่งคิด มีน้องคนหนึ่งพูดขึ้นว่าทำไมเราไม่ทำกระดาษรักษาสิ่งแวดล้อม เรามานั่งนึก ก็น่าจะดีนะ

เราไปหาลูกค้าใหม่ ถามเขาว่าเรามีสินค้าตัวใหม่ เป็นกระดาษรักษาสิ่งแวดล้อม พี่จะใช้ไหม เรานั่งลุ้นใหญ่ เขาบอก ไม่ใช่ เราก็งงๆ เขาติดป้ายรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เขาไม่ใช้ เขาเข้าใจ บอกเราว่า ถ้าเราพูดถึงกระดาษที่มันรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น มันไม่สะอาด มันมีกลิ่น ใช้งานไม่ได้ เขารักษ์โลกนะ แต่เขาต้องรักตัวเองก่อน เพราะไม่งั้นส่งงานไม่ได้ นายด่า แย่เลย

นี่เป็นที่มาที่เราเริ่มรู้สึกว่าจบอีกแล้ว

ผมจบแต่น้องคนหนึ่งถามสวนกลับไปว่า ถ้ามันเป็นกระดาษที่รักษาสิ่งแวดล้อมด้วยและดูเหมือนใหม่ด้วยล่ะ เป็นคำถามที่เขาอึ้งไป และบอกว่าถ้ามีเขาก็จะใช้แต่เขาเชื่อว่า “มันไม่มี”

นั่นเป็นจุดเกิดที่ทำให้เราเอาความคิดกลับมาบอกวิศวะกร เขาบอกว่าถ้ากระดาษรักษาสิ่งแวดล้อมมันต้องไม่ขาว แต่มันต้องมีจุดอยู่ ไม่งั้นมันไม่รักษาสิ่งแวดล้อม เรานั่งเถียงกันอยู่ตั้งนาน สุดท้ายผู้ใหญ่ฟันธงว่าจะลองดู แก้โจทย์ลูกค้าได้และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ซึ่งเหล่านี้เราไม่ได้คิดเอง ลูกค้าคิด และเขาใช้ความคิดที่ชาญฉลาดด้วย แต่โจทย์คือ มันไม่เคยมีกระดาษแบบนี้มาก่อน มันยากก็ตรงนี้
มันเริ่มจากการสร้างความเข้าใจก่อน

พอมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไปหาอ้างอิงต่างประเทศมันไม่มี ออสเตรเลชีย ไม่มี รีไซเคิลแบบขาวสะอาด สุดท้ายตอบด้วยการที่ผมกับทีมงานลงไปศึกษาเรื่องโลกร้อน โกลบอลวอมมิ่ง

คล้ายๆ เวลาต้นไม้มันสังเคราะห์แสง คาร์บอนไดออกไซต์ หรือ CO2 …  C มันอยู่ในไม้ O2 มันปล่อยออกมา เพราะฉะนั้นมันสะอาดขึ้น ทางกลับกันเราเอาไม้ไปเผาต้องใช้ออกซิเจนมันจะกลายเป็น CO2 หรือเอากระดาษไปย่อยสลายเป็น CO2 ถ้าอยากให้มันยืดยาว ก็อย่าเพิ่งให้มันย่อยสลายมัน แต่เอาไฟเบอร์ดีๆ กลับมาใช้ก่อน เป็นการยืดออกไป แล้วต้นไม้อย่าเพิ่งเอามาใช้ปลูกไว้อีกนานหน่อย ให้มันเก็บ C ไว้ ก็มี O2 อยู่นานๆ นี่คือคอนเซ็ปต์ง่ายๆ เลย พอไปอ่านเสร็จแล้วเข้าใจ ผมอ่านตั้งแต่เว็บไซต์เด็กประถมในต่างประเทศ ไปเล่าให้ทีมงานฟังทุกคนตื่นเต้นใหญ่ นายบอกว่าถ้าคอนเซ็ปต์มันจริง สิ่งที่คุณจะเอากลับมาใช้มันต้องเป็นของที่เราไปเก็บมาจากนอกโรงงานที่มันจะต้องเน่าเปื่อย เพื่อไม่ให้มันไม่เน่าเปื่อยถ้าคอนเซ็ปต์มันถูก ทำให้วิศวกรดับอาร์แอนด์ดี ยากไปอีกชั้นหนึ่ง

เป็นที่มาของสินค้าตัวแรกที่เราเริ่มทำออกมา แต่อุปสรรคมันก็มี

พอเราทำสินค้าออกมาตอนที่ผมเริ่มดูเรื่องแบรนด์ จริงๆ มันไม่ได้สำคัญหรอกว่าผมเชื่อว่ากระดาษตัวนี้มันรักษาสิ่งแวดล้อม มันสำคัญที่ว่าจะมีคนมามีส่วนร่วมเชื่อกับผมไหม เรื่อง SD เรื่องเหล่านี้ มันทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าผมทำมันก็ใช้แค่คนเดียวมันก็ได้แค่นั้น แต่ทำอย่างไรจะให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วยว่าใช้ตัวนี้แล้วมันดีกับสิ่งแวดล้อม

เราดีเบสกันหนักมากตอนจ้างเอเยนซี่มาทำโฆษณา มันมีอยู่สองอย่างตามที่เรียนมา ผู้บริโภคอยากได้อะไรก็ทำโฆษณาบอกอย่างนั้นไปตรงๆ เลย แต่วันนี้ผู้บริโภคที่ผมไปเซอร?เวย์เขาบอกว่า อยากได้กระดาษที่ไม่ติดเครื่อง ขาวเรียบเนียน แต่สิ่งที่ผมกำลังจะเสนอไปซึ่งผมรู้เลยว่ามันเป็นสิ่งที่ใช่แน่ๆ คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการรักษาโดยที่เขาไม่เดือดร้อนเลย

พอเราไปนั่งทำ ตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยน เมื่อก่อนคือ เข้าใจ customer understanding ตอนนี้ พอเราทำไปเราจะเริ่มรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ customer คนเดียว มันใช่ที่ customer ตอนนี้มีการสื่อสารถึงกันหมด มีการแชร์คอนเมนต์กันมากขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนี้มันไม่ใช่แค่เข้าใจในความต้องการของแต่ละคน แต่ทุกคนมันจะรีเลทกันหมด มันเป็นประเด็นที่จะรีเลทกับเขา เราต้องเอาเข้ามาคิดด้วย
พอเราทำ ทั้งทีมตื่นเต้นมากที่เราทำกระดาษออกมาได้ เราทำกันหนักมาก

ตัวแรกที่เราออกมาเราใช้เวลาในการทำประมาณ 1 ปี แต่ระหว่างที่เราทำตัวที่หนึ่งเราไม่รู้ว่าผลจะสำเร็จหรือไม่ แต่เราเริ่มทำตัวที่สองและสาม ในการหาความต้องการ หาประเด็นที่มันรีเลทเต็ดกัน ไปพร้อมๆ กันก่อนบางตัวที่เราเอามาใช้ในตัวที่สองและสามเป็นเทคโนโลยีที่เราทำมาก่อนหน้านี้สามปี เพียงแต่เวลาที่จะใช้มันต้องดูตามความเหมาะสมด้วยเหมือนกัน

เปรียบเทียบให้เห็นถึงความต่างของ Green marketing และ Sustainable marketing

ผมไม่ใช่นักวิชาการ แต่ตอบตามความเข้าใจ กระดาษของเราค่อนข้างจะเป็น Sustainable marketing คือสองตัวนี้เราใช้มิกซ์กันมาเยอะพอสมควร แต่ที่ผมโดนสอนมา เราเน้นเรื่อง Sustainability อย่างกระดาษ เมืองไทยเป็นที่เดียวในโลก ที่เราส่งเสริมให้ปลูก และเอาผลผลิตกลับมาใช้ ที่อื่นมีตั้งแต่บุกรุก ไม่ตั้งแต่ปลูกไว้แต่ถูกตัดและปลูกใหม่ แต่ที่เรายังต้องทำกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็เพื่อให้มันยืดขึ้นไปอีก คือมันทำแล้วไม่ต้องหยุดแค่นี้ เพราะผมเชื่อว่า ลูฏหลานอยู่ ยังอีกเยอะ และต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน

ตอนอยู่เครือซีเมนต์ไทยมีคนถามผมบ่อยมาว่าทำไมถึงเลือกอยู่เครือซีเมนต์ไทยทั้งที่มีทางเลือกข้างนอกอยู่ก็เยอะ ผมตอบด้วยส่วนตัว คือ เครือซีเมนต์ไทยที่ผมอยู่ด้วย เพราะว่า พูดจริงและทำจริง ทำแบบนั้นแล้วสบายใจ ทำไปแล้วไม่ต้องกลับไปนอนฝันร้าย ภูมิใจที่จะเล่าให้ใครฟัง การตลาดอันหนึ่งแน่ๆ หลายคนจะบอกว่า เป็นการทำเรื่องกรีนเพื่อการตลาด เพื่อที่จะพูดเท่านั้นหรือเปล่า ผมจะเรียนให้ทราบว่า มันจะมีปัญหาทันที สมมติเรามีรุ่นน้องขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งตอนเราไปโปรโมทไอเดียกรีน ถ้าเราไม่ได้ทำอย่างนี้จริงๆ คือไม่ได้เอาเศษขยะมาทำจริง ๆ ไม่ได้คัดเลือกเฉพาะเศษที่ดีๆ จริงๆ ผมจะมีความลำบากใจมากที่จะบอกน้องๆ ว่าให้ไปบอกว่าผู้บริโภคว่าอะไร พูดตามตรง คือ จะไปบอกน้องให้โกหก กลับไปนอนผมคิดว่าคงไม่ภูมิใจเท่าไร

เวลามาแชร์ให้คนอื่นฟังก็ไม่ภูมิใจหรอกว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ดี แล้วก๋สิ่งที่มากกว่านั้นคือพอเราทำ ทุกคนมีส่วนร่วมกันได้จริง ทุกวันเวลาเราถ่ายเอกสารเราไม่มีสติเท่าไรว่าได้ใช้ต้นไม้ไปเท่าไร แต่หากใช้ไอเดียกรีน มันจะลดการใช้ต้นไม้ไปได้ 30%  ลดกาศคาร์บอนไดออกไซต์ได้ รีมละ 3 กก.คนเราแต่ละวันก็ปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่โลก ถามว่าเราแอพซอล์ฟมันออกไปได้ไหม นี่แค่เรายังไม่ทันใช้รถ ใช้ลิฟท์ หรือทำอะไรเลย

ผมมีโอกาสเจอพี่ที่มูลนิธิ ต้นไม้ แกมีกล่องลูฏฟูก ข้างในมีหม้อ สีดำๆ กระจกแผ่นหนึ่งวางข้างๆ ผมถามว่าเอาไว้ทำอะไร เขาบอกเอาวหุงข้าว  มันคือโตเดียว บอกซ์ การทำงานคือ แสงผ่านกระจกมาเข้าไปสะท้อนสีดำในกล่อง มันจะเป็ฯคลื่นพลังงานสะท้อนกระจกแล้วออกไปไม่ได้ จะเก็บสะสม อุณหภมิจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนหม้อหุงข้าวสามารถสุกได้เวลาเราไปเดินป่า แล้วตอนนี้ โลกเราคือหม้อข้าวที่อยู่ในกล่องใบนั้น พอเขาจบด้วยคำว่าตอนนี้โลกเขาเรากำลังเจออย่างนี้อยู่ คือโกลบอลวอมมิ่งเราอยู่ในนั้นอยู่ ถ้าอยากจะช่วยกันลดกระจกให้มันบางลง ก็คือลด CO2 ที่มันปิดอยู่ คือเก็ตเลย กลับไปผมคิดเลยว่าไอเดียกรีนมันต้องออกให้ได้

ภายใน 7 เดือน เรามีประชุมอย่างเข้มงวด เฟลทำไม โชคดีที่นายสนับสนุนเต็มที่ เขาให้ทำไปเลยเพื่อให้มันออกมาให้ได้ เราใช้เวลาทั้งหมด 7-8 เดือน ผมถึงบอกว่า ความหมายมันก็ดีนะ

Green marketing และ Sustainable marketing แต่คีย์มันคือ ต้องทำเอง ทำจริงๆ และต้องอินจริงๆ

ทีมงาน พอเราเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทางทีม สร้างความอินในทีม พอทำออกมาเราเริ่มค้นพบว่ามันลด CO2 ได้เท่านี้นะ ถ้าเราขายได้เท่านี้มันจะลดได้เท่าไร ทั้งวิศวกร อาร์แอนด์ดี และตัวผมเอง ทุกคนเชียร์เต็มที่ คืนวันที่เราแฮปปี้มากที่สุด คิอสามารถทำให้เยื่อกระดาษหนักเรียงตัวกัน ไม่ปลิวว่อน จากปัญหาตอนแรกที่มันไม่เรียง มันซ้อนกันไม่พอดี ก็ปลิวว่อนเต็มห้อง สุดท้ายเราทำได้ ซึ่งแฮปปี้มาก มันอินมาก และสนุกมาก

ถามในทีมมีใครรู้สึกเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ถามว่ามีใครท้อไหม ไม่ได้ท้อ กลับรู้สึกมัน ตอนนั้นแฮปปี้เลย

สำหรับคำถามว่า มั่นใจอย่างไรว่าจะรอด คำถามนี้ก็เป็นคำถามที่ผมรู้สึกมาก่อน  พอเราทำไปทางนี้มั่นใจได้อย่างไรว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ผมเคยอยู่ในคณะพัฒฯสินค้าใหม่มาก่อนประมาณ สามสี่ปี แล้วก็ใหม่ๆ ทำออกมาเฟลก็เยอะ ทำไม่ทันก็เยอะ  เวลาออกสินค้าแต่ละที เราเอาแนวคอนเซ็ปต์นี้มาใช้แล้วมั่นใจแค่ไหนว่าได้แน่นอน มองว่าถ้าเราเข้าไปอยู่กับผู้บริโภคเยอะๆ จนเป็นตัวเขา ลองนั่งนึกดูดีๆ ว่าแบบนี้อยากได้ไหม ถ้าไม่อยากได้ ทำไปก็คงเหมอืนขายเรากันเอง แต่ถ้าเราไปนั่งอยู่กับเขาเราจะรู้เลยว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ และมันประหยัดได้จริงๆ

อย่างกระดาษไอเดียแมกซ์ ที่เขาใช้กระดาษ 70 แกรม เพราะเขาอยากประหยัด แต่เขาใช้ได้แค่หน้าเดียว อีกคนใช้ 80 แกรม แต่เขาก็ยังอยากได้ 70 ที่ใช้ได้สองหน้านะ แต่สุดท้ายมันไม่มีโซลูชั่นนั้นอยู่ ถ้าเราไปอยู่กับเขานานๆ มันจะเริ่มรู้ว่า มันไม่เห็นมีใครคิดเรื่องนี้เลย เพราฉะนั้นทำตัวนี้ออกมามันโดน แทนที่ทั่วโลกจะไปกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 10 แกรม ก็ลดอีก 10 แกรม ก็ได้ประโยชน์ เราผลิตกระดาษมาให้ใช้ไม่ใช่มาใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เยอะๆ แต่เราอยากเก็บทรัพยากรเอาไว้ใช้ได้นานๆ และใช้ให้มันคุ้มค่า ทั้งโลกและเรา

และเราสามารถ co-creation เรื่องพวกนี้กับคนอื่นได้ อย่าคิดว่ามันเป็นความลับจนไม่คุยกับใคร อันนี้ช้ามาก แต่ถ้าเราคุยกับพาร์ทเนอร์ มันจะทำให้เราไปเร็วมาก และพัฒนาขึ้นมาเร็วมาก

เวลาเราฟังเรื่องพวกนี้มันจะมีทฤษฎีเยอะมาก มีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ผมเชื่ออยู่อย่างคือลงมือทำเลยดีกว่า พอเราเริ่มทำทุกยอ่างจะเริ่มถูกเฉลยออกมา ถามผมว่า Human Value Marketing ที่ทำให้เราหันกลับมาในเรื่องนื้ ในส่วนของ customer understanding ถ้าเรามีแพสชั่นสามารถอินสปายตัวเองได้เหมือนที่ผมบอกว่า เมหือนการจีบสาว คือเราตื่นเต้นกับการทำงาน ตื่นมาอยากเข้าใจ อยากอะไรทุกอย่าง ลองตั้งสติดีๆ อย่าติดทฤษฎีเยอะ นั่งคิดดีๆ แล้วพอลงมือทำจะทำยอ่างไรให้มันได้ โคกับใคร เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น พัฒนาได้เร็วขึ้น ลองทำดู อาจจะช้า พลากบ้างแต่อย่าหยุด พอทำได้ถัดไปเราจะเร็วขึ้น คล่องขึ้น และแม่นขึ้น แล้วคำถามที่ถามมาต้องลงไปคลุก ลงไปทำ วัดเอง รู้เอง ถ้าทำกันเยอะๆ อย่างนี้ เชื่อว่าที่เรามองไม่ใช่แค่ประเทศไทย จริงๆ เราต่องเติบโตต่อไปเรื่อยๆ และเทรนด์นี้มันเป็นเทรนด์ที่มาอยู่จริงๆ เราจะโดนบังคับให้ต้องทำอยู่แล้ว เราเป็นหม้อหุงข้าวที่อยู่ในกล่องโตเกียวบ็อกซ์ มาช่วยกันลดกระจกให้บางลงสักนิดนึงเถอะ







จำนวนผู้ชม 3544 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ






เลือกประเภท:




คุณลืม Username/Password?

สมาชิกลงทะเบียน (ฟรี)


กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


Connection

   

ค้นหาตำแหน่งงาน


คำค้น :
Web
siamhrm.com
jobsiam.com

ติดต่อเรา

สยามเอชอาร์เอ็ม
เวลาเปิดทำการ 9.00-17.00 น.(จ-ส)



หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี:
หมายเลข 13 หลัก 0992001714965


พานิชย์อิเลคทรอนิกส์ :
0101549820078

เข้าสู่ปีที่ 20
เว็บไซต์หางาน สมัครงาน


มั่นใจ ในบริการของเรา.


อัพเดท วันที่ 19 กันยายน 2562

ผู้ใช้งาน 53471 บริษัท
ผู้ฝากประวัติ (Resume) 128373 คน