ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำกับสหภาพแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะในมิติของความคุ้มครองทางกฎหมายและการบริหารจัดการความสัมพันธ์แรงงาน ดังนี้
- เป็นเกราะคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้าง: ตามมาตรา 123 ระบุว่าในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง หรือกรรมการสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น เว้นแต่ลูกจ้างจะกระทำความผิดตามที่กฎหมายระบุ หรือนายจ้างมีเหตุผลความจำเป็นอันสมควร
- เป็นเครื่องมือระงับข้อพิพาทและหาทางออกร่วมกัน: เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร เช่น การควบรวมกิจการ ข้อตกลงที่ทำร่วมกับสหภาพแรงงานจะช่วยให้การบริหารจัดการงานบุคคลสำเร็จลุล่วงไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีการเจรจาทำความเข้าใจระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงานเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
- เป็นหลักฐานแสดงความสุจริตและป้องกันข้อหาการกระทำอันไม่เป็นธรรม: ข้อตกลงนี้มีความสำคัญมากในทางคดี เพราะหากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่ได้ตกลงไว้กับสหภาพแรงงาน (เช่น เลิกจ้างเฉพาะผู้ที่ไม่ประสงค์จะโอนย้ายไปบริษัทใหม่) จะถือว่านายจ้างมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ ทำให้การเลิกจ้างนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แม้จะอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเดิมมีผลใช้บังคับก็ตาม
- สร้างความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์: ข้อตกลงมักระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลลูกจ้าง เช่น การจ่ายค่าชดเชยและสิทธิตามกฎหมายที่พึงมีทุกประการ รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติต่อกันตามระเบียบและขั้นตอนโดยไม่ขัดต่อกฎหมายในระหว่างที่ยังทำงานอยู่
โดยสรุป ข้อตกลงสภาพการจ้างที่ทำกับสหภาพแรงงานคือ "กติกาที่สร้างความชอบธรรม" ในการบริหารงานของนายจ้าง และเป็น "หลักประกันสิทธิ" ให้ลูกจ้างได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและได้รับผลประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
|