แนวโน้ม “กระแสสีเขียว” ทิศทางบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน : SIAMHRM.COM

แนวโน้ม “กระแสสีเขียว” ทิศทางบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน




 *แนวทางการบริหารองค์กรสีเขียว เพื่อสู้ศึกใน-นอกประเทศ แบบมีแต้มต่อ
      
       *เมื่อ “กรีน” ถูกประยุกต์เข้าไปใช้ในทุกกระบวนท่าของซัปพลายเชนในหลายองค์กร
      
       *หหนทางประสานเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินไปด้วยกัน
      
       *สิ่งสำคัญประการแรกที่องค์กรควรทำเพื่อรับมือการแข่งขันสีเขียว
      
       สัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา และกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานสัมมนา “จับตาแนวโน้มกระแสสีเขียว สู่ทิศทางการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบและโอกาสที่มาพร้อมกับกระแสเรื่องการให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆในทุกภาคส่วนปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับการแข่งขันทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในการเปิดกว้างของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ในปี 2558
      
       พานิช เหล่าศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนกลายมาเป็น Megatrend ที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบแนวความคิดของความยั่งยืนดังกล่าวไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หากยังถือเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่ง เนื่องจากผู้บริโภคในยุคปัจจบันให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น องค์กรหรือธุรกิจสีเขียวหลายแห่งได้ผนวกเอาแนวคิด Green เข้าไปประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการแห่งห่วงโซ่คุณค่า นับตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การจัดซื้อสีเขียว บรรจุภัณฑ์สีเขียว การตลาดสีเขียว การขนส่งสีเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ใหม่ สอดคล้องกับแนวคิดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ที่มห้วามสำคัญตั้งแต่การออกแบบจนกระทั่งหมดอายุการใช้งาน
      
       ทั้งนี้ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และองค์กรเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ได้มุ่งเน้นเรื่อง Green Productivity มาตั้งแต่ปี 2535 หลังการประชุม Earth Summit ณ กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศอาร์เจนตินา โดยได้บรรจุเรื่อง Green Productivity เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะต้องผลักดันในกลุ่มประเทศสมาชิก 20 ประเทศ ทั้งนี้ Green Productivity ก็คือกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
      
       “ในการพัฒนาองค์กรจะต้องทำสองเรื่องนี้ไปพร้อมกัน แม้ว่าโดยทั่วไปองค์กรที่มีนโยบายและผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี มักจะมีการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพด้วย” ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ อธิบาย
      
       อย่างไรก็ตาม บางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าจริงแล้วกระแสสีเขียว เป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง เพื่อเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า โดยใช้สิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวกำหนดกันแน่
      
       วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าการพัฒนา อธิบายว่า มาตรการปรับค่าคารร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Border Carbon Adjustment : BCA) ที่ต้องมีเพราะ 23% ของค่าคาร์บอนเกิดจาการส่งออกจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่ง และหนึ่งส่วนสี่ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจีนเกิดจากการผลิตเพื่อส่งออก
      
       จากการที่ประชาคมโลกใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงมีมาตรการต่างๆออกมา แต่สำหรับมาตรการ BCA จริงแล้วเป็นการเก็บภาษีศุลกากรอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากสินค้าที่ถูกส่งมาจากประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา ที่กฏหมายสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยเข้มงวดมากนัก เมื่อถูกส่งเข้ามาจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีราคาถูก ทำให้สินค้าที่ผลิตในอเมริกาไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ แต่เหตุผลจริงๆ ของการเกิด BCA ขึ้นมาก็คือ ประการแรก ป้องกันเรื่องสิ่งแวดล้อม ประการที่สอง มีการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเข้มงวดน้อยในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้ประชาชนคนอเมริกันตกงาน
      
       “หลายประเทศใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า แต่ตามกฏของ WTO แต่ละประเทศสามารถออกกฏของตนเองได้ แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติ”
      
       สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น แน่นอนว่ามาตรการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดภาระสูงขึ้นแก่ประเทศที่เป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งจำเป็นที่บ้านเราต้องเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการกำหนดนโยบายของประเทศ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลทั้งด้านบวกและลบ เช่น ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และทำให้ส่งออกน้อยลง แต่เมื่อเทียบกับบางประเทศที่ไม่ค่อยมีมาตรฐานการผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อม แม้ต้นทุนการผลิตจะต่ำกว่า แต่อาจขายสินค้าอาจได้น้อยกว่า เป็นต้น
      
       “มีบางคนพูดว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่พอเราตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมจะพบว่าทั้งสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสามารถเติบโตไปด้วยกันได้” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการฯ อธิบาย
      
       จนถึงขณะนี้มาตรการ BCA ที่เสนอร่างเข้าสู่สภาเมื่อปี 2552 ยังค้างอยู่ในสภา เนื่องจากขัดต่อ WTO ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าแม้สหรัฐอเมริกาจะมีท่าทีมั่นคงที่จะนำเสนอกฏหมายในลักษณะนี้ออกมาอีก แต่ก็เชื่อว่ากว่าจะปรับแก้ข้อกฏหมาย และประกาศใช้คงกินเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี
      
       ไชยยศ บุญญากิจ รองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ในทำเนียบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมมีประเทศที่มีสินค้าอยู่ในลิสท์มากที่สุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือจีน ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 จากสินค้าทั้งหมด 800 รายการ ซึ่งสินค้าที่จะอยู่ในลิสท์ได้ต้อง ประการแรก คุณภาพดี ประการที่สอง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
      
       “สินค้าที่เข้าทำเนียบได้จะช่วยให้การถ่ายทอดข้อมูลเป็นไปได้อย่างง่ายดาย”
      
       สำหรับฉลากเรื่องสิ่งแวดล้อมกับสินค้าและบริการมีอยู่ด้วยกัน 4 อย่างคือ 1.ฉลากเขียว 2.เอสซีจี อีดค แวลู 3.คาร์บอน ฟุตปรินท์ ทั้งนี้สินค้าที่จะส่งไปจำหน่ายยังฝรั่งเศสทุกชนิดจะต้องได้ฉลากตัวนี้ก่อน และ 4.คาร์บอน รีดักชั่น เลเบล (Carbon Reduction Label) นอกจากนี้ ยังมีมูลนิธิใบไม้สีเขียว (Green Leaf) ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมกว่า 200 แห่งเข้ามาขอการรับรองจากมูลนิธินี้
      
       สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงการที่เอกชนบางรายมีความจำนงขายคาร์บอน เครดิตว่า สามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่าองค์กรนั้นจะต้องทำในสิ่งที่นอกเหนือจากกฎ ระเบียบ นโยบายวางไว้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำภายใต้กฏระเบียบของประเทศอยู่แล้ว
      
       “เชื่อว่าต่อไปโรงแรมที่ได้ใบไม้สีเขียวจะไม่หยุดแค่ 200 แห่งแต่จะมีเป็นพันแห่ง โดยนโยบายของกรมจะไปอบรมที่โรงแรมไหน โรงแรมนั้นจะต้องมีกรีนลีฟ”
      
       บางคนสงสัยว่าความเป็นกรีนกับองค์กรนั้นจะไปด้วยกันอย่างไร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ คลายข้อสงสัยว่า หลายองค์กรที่ทำเรื่อง LEAN มาก่อนจะทำเรื่องนี้ได้เร็วมาก เนื่องจากในกระบวนการ LEAN ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้พอสมควร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรควรทำในปัจจุบันมิเช่นนี้คงยากที่จะแข่งขันนั่นก็คือ ต้องปรับเรื่องแนวคิด ด้วยการเริ่มจากการวางแผนกลยุทธ์องค์กรว่า บริการหลัก หรือผลิตภัณฑ์หลักขององค์กรคืออะไร จากนั้นวางแผนต่อไปว่าองค์กรจะต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง
      
       เมื่อวางแผนกลยุทธ์แล้ว วิธีต่อไปคือการทำให้สำเร็จ (Implement) ไม่ใช่แค่วางแผนเท่านั้น แต่ต้องมีบุคลากรเข้าไปดูแลด้วย เช่น กรีนมีตติ้งมีบุคลากรเข้าไปดูแลเรื่องการตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมหรือไม่
      
       ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า บางบริษัทมีการวางแผนดี แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดี จริงแล้วมันเกี่ยวข้องกับขบวนการ LEAN ที่พูดถึงเรื่อง Waste 7 ประการที่เกี่ยวกับการลดการใช้ทรัพยากร การวาง KPI อย่างไรในเรื่องการควบคุมสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่กระทบต่อการผลิตสินค้า เพราะ LEAN เริ่มจากลูกค้าก่อนว่าต้องการอะไร แล้วมีกระบวนการอะไรจึงจะไปตอบสนองความต้องการนั้นได้ ที่สำคัญต้องตั้งโจทย์ของคำว่า “กำไร” ใหม่ว่าจะได้กำไรจากการลดใช้ทรัพยากรเท่าไร ไม่ใช่ได้กำไรจากการเพิ่มราคา
      
       “ปัจจุบันคนไทยยังไม่ฮิตที่เอาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน”
      
       จากนั้น สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าออกแบบและหุ้นส่วนบริษัท Osisu และหัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร-วิชานวัตกรรมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึง อีโค ดีไซน์ การออกแบบเพื่อความยั่งยืน ว่า อีโค ดีไซน์ เป็นกระแสโลกที่เชื่อว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนจะหลีกหนีไม่พ้น รวมทั้งการผลิตด้วย เนื่องจาก ประการแรก อีโค ดีไซน์ เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมดไป เช่นเดียวกับพลังงานแสง ลม น้ำ
      
       ประการที่สอง เราสามารถลดการใช้วัตถุดิบ และทรัพยากรได้เป็นจำนวนมาก หากเรารู้จักใช้ทรัพยากรน้อยๆ แต่มีประสิทธิภาพ ประการที่สาม ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น (Local Material) ลดการขนส่งไปได้มาก แม้จะไม่ถูกในเชิงเศรษฐกิจ แต่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ประการที่สี่ ใช้สารเคมีให้น้อย ประการที่ห้า การถอดคัดแยก เช่น การใช้วิทยุแบบถ่าน เมื่อส่วนหนึ่งเสีย สามารถนำส่วนที่เสียไปรีไซเคิลได้ ประการที่หก การออกแบบที่ดูผลกระทบต่อวัตถุดิบของวัสดุ โดยดูทั้งวงจรชีวิตของสินค้าตั้งแต่ผลิต-การใช้งาน-ทิ้ง
      
       “นี่คือกลยุทธ์ของอีโค ดีไซน์ บางคนอาจมองว่าถ้าผลิตสินค้าที่ใช้ได้นาน จะทำให้สินค้าขายได้น้อยลง แต่จริงแล้วจะทำให้ลูกค้ามีความจงรักภักดี (Loyalty) มากกว่า ที่สำคัญเราไม่รู้ว่าโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้จะมีพลกำลังที่จะซัพพอร์ทได้มากแค่ไหน และจะหมดไปเมื่อไร ทำให้ที่ผ่านมาเราไม่คิดและบันยะบันยังในการใช้ แต่ทุกวันนี้คนเริ่มคิดแล้ว ด้วยการคิดอีโคดีไซน์ให้ช่วยรักษาโลก คือพอใช้งานแล้วแทนที่จะทิ้งก็กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งไม่ใช่ช่วยสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยการผลิต และการทำงานอีกด้วย ที่สำคัญการออกแบบเป็นวิธีการเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย (waste) เพิ่มมูลค่า (Value) ได้ถึง 500 เท่า”
      
       ชลธร ดำรงศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมคุณภาพงาน บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องหันมาให้ความสนใจกับกระแสสีเขียวว่า ประการแรก เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ปัจจุบันจำนวนประชากรบนโลกของเรามีถึง 7,000 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดย 85% ของประชากรที่เพิ่มขึ้นไปเพิ่มในประเทศที่พัฒนาใหม่ ประชาคมเมืองจะเพิ่มขึ้นมหาศาล 70% ของสังคมทั้งหมดของโลก
      
       ประการที่สอง การใช้ และทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การบริโภคของผู้คนทั่วโลกมีการทำลายป่าไม้ปีละ 1.3 แสนตารางกิโลเมตร พื้นที่สีเขียวทุกภูมิภาคลดลงกว่าครึ่ง คิดเป็นมูลค่าการสูญเสียทั้งหมด 6.6 ล้านล้านเหรียญ หรือประมาณ 11% ของจีดีพีโลก หากเราไม่ทำอะไรในปี 2020 จะเพิ่มขึ้น 23 ล้านล้านเหรียญ และอีกไม่นานพลังงานก็จะหมดไปจากโลก
      
       เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีการสำรวจความเห็นของผู้บริโภคแถบยุโรปและอเมริกาเกี่ยวกับกรีน โพรดักส์ ส่วนใหญ่ชอบ และดีใจที่มีผลิตภัณฑ์เช่นนี้ แต่พอถามว่าจะซื้อหรือไม่ ครึ่งหนึ่งของคนที่ชอบกลับบอกว่าไม่ซื้อ เพราะคิดว่าราคาแพง และไม่รู้ว่าคุณภาพจะออกมาดีหรือไม่
      
       สำหรับการทำอีโค แวลู ของเอสซีจี ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดกันวันนี้ และทำวันนี้ แต่คิดมานานแล้วดังจะเห็นได้จากวิสัยทัศน์ที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2550 ที่ว่า จะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องบรรษัทภิบาล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
      
       แน่นอนว่าการขับเคลื่อน SCG Eco Value ซึ่งเป็นอีกแบรนด์ของเอสซีจีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรมแบบไฟไหม้ฟาง
      
       “ต้องอยู่ในบิสสิเนส แพลน เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ขับเคลื่อน และความต่อเนื่องไม่มี” เป็นคำกล่าวของ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมคุณภาพงาน ปูนซีเมนต์ไทย

 โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM