วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา เร่งส่งเสริมงานวิจัยด้านบริหารธุรกิจ แก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก รองรับแรงงานไทยสู่ตลาดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ย้ำไม่ทิ้งวิจัยด้านการเกษตร เตรียมผนึกกำลังคณะอื่นสร้างระบบการตลาดแบบบูรณาการ
|
ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า โดยหากมองเรื่องการเป็นตลาด การเป็นฐานผลิตร่วมกัน ย่อมส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานระหว่างประเทศในอาเซียนอย่างเสรี ซึ่งหมายถึง อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นการค้าขายสินค้าและบริการแต่ละประเทศสมาชิกจะมีการขยายกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าภาคอุตสาหกรรม หรือภาคเกษตรกรรม
ด้วยความได้เปรียบในทำเลที่ตั้งของ ม.บูรพา จึงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อขัดข้องในการเตรียมตัวเพื่อรับการลงทุนเป็นอย่างดี ดังเช่นในอดีตช่วงที่เริ่มโครงการอีสต์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งในขณะนั้นคนไทยมีความคาดหวังเม็ดเงินรายได้จากการทำงานกับชาวต่างชาติ แต่สิ่งที่ต้องประสบเจอภายใต้การลงทุนที่เต็มไปด้วยเงินมหาศาลกว่าแสนล้านบาท ปรากฏว่าคนไทยเป็นเพียงคนทำงานในระดับล่างเท่านั้น มหาวิทยาลัยบูรพาในฐานะสถาบันศึกษาหลักในภาคตะวันออก ได้วิเคราะห์และประเมินว่า สาเหตุเนื่องจากพนักงานระดับสูงที่เป็นชาวต่างชาติจ้าง ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ แต่ขณะนั้นคนไทยที่สำเร็จการศึกษาในสาขาดังกล่าวยังมีจำนวนค่อนข้างจำกัด
|
“จากข้อจำกัดดังกล่าว ม.บูรพาจึงเปิดหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ หรือ MBA เป็นแห่งแรกในภาคตะวันออก ใช้ชื่อว่า โครงการปริญญาโทบริหารธุรกิจ และต่อมายกระดับเป็นวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์เพื่อนำพนักงานที่เป็นระดับคนทำงานมาพัฒนา โดยหลักสำคัญในการสร้างบุคลากร ก็เพื่อรองรับการแก้ปัญหา หรือพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องมองการณ์ไกล และคำนึงถึงความต้องการทางเศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างแม่นยำ”
ปัจจุบันวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา จึงเน้นส่งเสริมด้านงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาตอบโจทย์ให้กับภาคธุรกิจในเชิงบูรณาการ รวมถึงการให้ความสำคัญด้านเกษตรกรรมในภาคตะวันออก เนื่องจากยังคงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และเป็นอาชีพเดิมซึ่งสร้างรายได้หลักให้กับคนในพื้นที่ จริงๆ ไม่ใช่ประชากรจากพื้นที่อื่นที่แฝงเข้ามาทำงาน ดังนั้นการเรียนด้านบริหารธุรกิจไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งรากเหง้าเพื่อแสวงหาผลกำไรในธุรกิจยอดนิยมเพียงอย่างเดียว แต่รากเหง้าทางวัฒนธรรมก็สามารถก่อเกิดกำไรทางธุรกิจได้เช่นกัน โดยเบื้องต้นวิทยาลัยฯ ได้เจรจากับคณะอื่นๆที่เกี่ยวกับการเกษตร เพื่อทราบถึงปัญหาในภาคตะวันออก ซึ่งพบส่วนใหญ่ คือ ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ
|
“ในอนาคต ภาคตะวันออกจะไม่มีผลไม้ถูกๆมาว่างขายข้างทาง เพราะคนที่เดือดร้อน คือ เกษตรกร จึงต้องแบ่งหน้าที่ตามศักยภาพ เช่น คณะเกษตรรับหน้าที่วิจัยผลิตภัณฑ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิจัยด้านเทคโนโลยี หรือเครื่องมือทางการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์วิจัยเรื่องการถนอมอาหาร หรือระยะเวลาของการถนอมอาหาร ส่วนวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ก็จะดูแลในเรื่องของการตลาด ขณะเดียวกันทางด้านอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยจำต้องรู้แนวโน้มล่วงหน้าได้เช่นกัน ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เพื่อทราบทิศทาง และนำมาประกอบการวิจัยให้มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้” ดร.บรรพต กล่าว
สุดท้าย คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของภาคตะวันออก เพื่อรองรับกับการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยแบบบูรณาการพร้อมกันทั้งระบบ
|