20 ธ.ค. 53 - ที่กระทรวงแรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังการลงนามร่วมกับ นายอิตซ์ฮัก โซฮัม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับคนงานไทยที่ไปทำงานที่อิสราเอลว่า ข้อตกลงของการลงนามนอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานไทย ที่จะเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอลแล้ว ยังกำหนดจำนวนโควตาแรงงานไทย ที่จะเดินทางไปในรูปแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องผ่านบริษัทนายหน้าจัดหางาน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการระหว่างไทย และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ให้เกิดความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวในอนาคต
นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ในแต่ละปีมีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล ปีละ 5,000 – 6,000 คน โดยเสียค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทจัดหางานปีละประมาณ 300,000 บาท ซึ่งการลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคนลดลงเหลือเพียง 150,000 บาท ซึ่งในการดำเนินงานครั้งนี้จะส่งผลให้การจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรใน อิสราเอล จะเป็นแบบรัฐต่อรัฐ เนื่องจากต่อไปอิสราเอลจะไม่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ทำข้อตกลงนี้ เข้าไปทำงานอีก ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากแรงงานคนใดสนใจไปทำงานที่อิสราเอล สามารถติดต่อได้ที่กระทรวงแรงงาน
ด้านนายอิตซ์ฮัก กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยอยู่ในประเทศ 26,000 คน มากกว่าร้อยละ 96 อยู่ในภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นข้อตกลงฉบับแรกที่อิสราเอลทำกับประเทศอื่น เนื่องจากเห็นว่าแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีความขยัน มีฝีมือ และเป็นที่ยอมรับของนายจ้างอิสราเอล โดยข้อตกลงดังกล่าวทำให้แรงงานไทยลดค่าใช้จ่ายในการทำงานลง และสร้างโอกาสให้แรงงานที่มีฝีมือเข้ามาทำงานมากขึ้น
ขณะที่นายเกริกศักดิ์ ศักดิ์บดินทร์ นายกสมาคมจัดหางานไทยไปต่างประเทศ กล่าวถึงการลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยกับอิสราเอลว่า จะส่งผลดีต่อแรงงานไทย แต่ในส่วนของบริษัทจัดหางานอาจได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีบริษัทจัดหางานบางแห่ง เรียกเก็บค่าหัวคิวแรงงาน จนเข้าข่ายการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว บริษัทจัดหางานก็จะยังคงอยู่ได้ แต่ต้องมีการปรับตัว ซึ่งในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ บริษัทจัดหางาน 64 แห่งจะนัดประชุม เพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุในการยกเลิกการจัดส่งคนงานแบบเดิม และหาข้อสรุปร่วมกับกรมการจัดหางาน และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือไอโอเอ็มก่อนนำข้อสรุปเสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาทบทวนอีกครั้ง.
(เดลินิวส์, 20-12-2553)