20 ธ.ค.53 - ที่โรงงานจันทบุรีซีฟู้ด ต.วังใหม่ อ.นายายอาม จ.จันทบุรี นายสุธี ทองแย้ม นายอำเภอ นายายอาม จ.จันทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชาต ไชยบุญเรือง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนายายอาม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรึงกำลังควบคุมสถานการณ์
ทั้งนี้เนื่องจากแรงงานชาวกัมพูชา จำนวนกว่า 500 คน ที่ลุกฮือปิดล้อมทางเข้าออกโรงงานจันทบุรี ซีฟู้ด เพื่อประท้วงนายจ้าง เนื่องจากเกิดความไม่พอใจที่โรงงานได้เรียกหักค่าแรงเพิ่มขึ้นจากเดิม มากเกือบเท่าตัว โดยเหตุการณ์เกือบจะบานปลายเมื่อมีแรงงานบางราย พยายามยุยงให้เกิดการชุมนุมประท้วงเกิดความรุนแรง โดยการขว้างปาสิ่งของเข้าไปในโรงงาน แต่ถูกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อส. เข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทัน
ด้านนายชุน เห็ดตูม อายุ 40 ปี หัวหน้าแรงงานกัมพูชาเปิดเผยว่า สาเหตุที่มีการประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นจากกลุ่มใช้แรงงานบางส่วน ไม่เข้าใจถึงกฎหมายพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ให้สถานประกอบการเรียกเก็บค่าประกันแรงงานเดินทางกลับประเทศ รายละ 350 บาท ต่อ 1 เดือน และเรียกร้องให้ยกเลิกการเรียกเก็บค่าพาสปอร์ต ที่แรงงานต้องจ่ายรายละ 18,000 บาท ต่อราย ที่ได้ตกลงกับสถานประกอบการให้ชำระผ่อนจ่าย เดือนละ 2,000 บาท เนื่องจากไม่เหลือค่าแรงไว้ใช้จ่ายประจำวัน จึงได้รวมตัวประท้วงขึ้น
นายสุชาติ ประสงค์เจริญ จัดหางาน จ.จันทบุรี ได้ขึ้นกล่าวชี้แจงแก่กลุ่มผู้ใช้แรงงานว่า การเรียกเก็บหรือหักค่าแรงของสถานประกอบการเป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติของ คนงานต่างด้าว พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้สถานประกอบการเรียกเก็บค่าประกันค่าเดินทางกลับประเทศ จากแรงงานต่างด้าว รายละ 350 บาท ต่อเดือนในระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 ถึง เดือนเมษายน 2554 โดยให้สถานประกอบการ ทำหนังสือประกาศแจ้งให้แรงงานทราบล่วงหน้า
ด้านพันตำรวจเอกอภิชาต ไชยบุญเรือง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนายายอาม ได้เสนอทางออกให้กลุ่มผู้ประท้วง อยู่ใต้อาณัติและเคารพกฎหมายไทย โดยให้แกนนำตั้งตัวแทนแรงงาน จำนวน 10 คน เข้าประชุมหารือ ร่วมกับสถานประกอบการและทางจัดหางาน เพื่อสรุปหาทางออกในเรื่องการหักชำระผ่อนจ่ายค่าพาสปอร์ตและอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นคนกลางให้กับทั้งสองฝ่าย โดยให้แรงงานมารับฟังผลการประชุมของอีกวัน จากข้อเสนอดังกล่าวสร้างความพอใจให้แก่กลุ่มผู้ประท้วงจึงได้แยกย้ายกันเข้า ทำงานตามปกติ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20-12-2553)