5 ม.ค. 54 - พ.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก จนท.หน่วยงานด้านความมั่นคงที่ลงสำรวจข้อมูลแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ ใช้แรงงานต่างด้าวชาวพม่าในเขตพื้นที่ จ.ระนองพบว่ากลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวพม่าได้มีการก่อตั้งชุมชนของตนเองขึ้นมา อย่างเงียบๆในเขตพื้นที่ จ.ระนองแล้วรวม 38 ชุมชน ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงวิตกว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวพม่า ได้เปลี่ยนเป้าหมายจากเดิมที่เข้มาหางานทำเป็นการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่ง ประเทศไทยแทน โดยเห็นได้จากกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานเริ่ม มีการดำเนินการทางวัฒนธรรมอาทิการก่อสร้างพระพุทธรูปในวัดต่างๆ ในจ.ระนอง เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมทางจิตใจ รวมถึงกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ที่เป็นย่านชุมชนของกลุ่มแรงงานพม่าในรูปแบบ ลักษณะเดียวกับย่านไชน่าทาวน์ของคนจีน มีร้านค้า,สถานบันเทิง มีการเฝ้าระวังคนแปลกหน้าที่เข้าไปในชุมชน มีผู้นำชุมชนเป็นต้น
ด้านนายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า ยอมรับว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวชาวพม่าเป็นปัญหาสะสม เรื้อรังมานาน จนปัจจุบันพฤติกรรมของแรงงานต่างด้าวชาวพม่าส่วนหนึ่งเริ่มแปรเปลี่ยนที่จะ มีแนวคิดที่จะตั้งหลักปักฐานในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากมีช่องทางทำมาหากินหรือประกอบอาชีพได้มากกว่า
“ขณะนี้จังหวัดระนองได้จัดทำโครงการ จัดระเบียบชุมชนพม่าในเขตเมืองตาม ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการจัดทำฐานข้อมูลคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมาจากโครงการนำร่องเพื่อจัดระเบียบชุมชนพม่าในเขต ชุมชนเมืองและพื้นที่ที่เป็นเกาะแก่งของจังหวัดระนองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งจะเน้นการจัดทำฐานข้อมูลคนต่างด้าว , การจัดทำกฎกติกาหมู่บ้าน/ชุมชน , การจัดทำแผนพัฒนาหมูบ้าน/ชุมชน ” นายวันชาติ ล่าว
เมื่อจังหวัดระนองมีฐานข้อมูลทาง ทะเบียนของคนต่างด้าว ก็จะง่ายต่อการควบคุม การเข้าออก หรือการเคลื่อนย้าย รวมถึงการดำเนินการใดๆ ดังนั้นเป้าหมายที่สำคัญในการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวทางจังหวัดกำหนดไว้ ว่า เมื่อมีการจัดทำฐานข้อมูลพื้นฐานคนต่างด้าวแล้วเสร็จ จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดของคนต่างด้าวมาไว้ในศูนย์ข้อมูลแรงงานต่างด้าว ที่จังหวัดระนองกำหนดที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์ข้อมูลทางทะเบียนราษฏร์ของคนไทย ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวได้
(เนชั่นทันข่าว, 5-1-2554)