นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์แรงงานไทยขาดแคลน โดยเฉพาะแรงงานระดับช่างเทคนิค ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ โดยอาจเปิดให้บริษัทที่มาลงทุนในไทย สามารถนำแรงงานระดับช่างฝีมือเข้ามาทำงานในไทยได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีมาตรการดูแลแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิเสธการจ้างงานด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น ซึ่งยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อนประกาศเป็นนโยบาย โดยต้องยอมรับว่าเมื่อการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 58 ต้องมีการเปิดให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานใน 10 สาขาอาชีพโดยเสรีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันไทยถือเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของต่างชาติ แต่ประสบปัญหาเรื่องแรงงานฝีมืออย่างมาก จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าแรงงานฝีมือจากต่างประเทศได้ ไม่เช่นนั้นไทยจะสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญ
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้เคยมีการนำเสนอปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างฝีมือให้ที่ประชุมรับทราบ ว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งมีความต้องการแรงงานไทยมากถึง 300,000-700,000 คน โดย กรอ.มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการย้ายฐานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่นที่จะย้ายฐานการผลิตมาไทย โดยเฉพาะแรงงานระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยในสาขาจักรกล โรงงานและไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากในที่ประชุมบีโอไอ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้รับทราบปัญหานี้มาโดยตลอด แต่ป็นห่วงว่าจะกระทบต่อแรงงานไทย จึงต้องการให้บีโอไอไปออกมาตรการเพื่อไม่ให้แรงงานไทย
(ฐานเศรษฐกิจ, 21-2-2554)