นายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ลักษณะตลาดแรงงานไทยซึ่งมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยจากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่าตลาดแรงงานมีลักษณะเด่น 5 ลักษณะซึ่งเป็นความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐในการพัฒนา เศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป
“ลักษณะเด่นแรก คือ จำนวนประชากรวัยทำงานไทยจะเติบโตด้วยอัตราที่ลดลงจาก 1% ต่อปี ระหว่างปี 2000-2010 เหลือเพียง 0.2% ต่อปี ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ (2.1%) มาเลเซีย (1.6%) และเวียดนาม (0.9%) โดยอัตราการเติบโตของประชากรวัยทำงานที่ลดลงนี้จะทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รุนแรงขึ้น” นาย กำพล กล่าว
ลักษณะที่สองคือจำนวนแรงงานนอกระบบ ของไทยอยู่ในระดับที่สูง จากแรงงาน 38 ล้านคน มีเพียง 17 ล้านคนที่เป็นลูกจ้าง และในจำนวนนี้มีเพียง 9 ล้านคนที่เป็นแรงงานในระบบ คือได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน โดยส่วนที่เหลือ 8 ล้านคนได้รับค่าจ้างในลักษณะอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป เช่น ค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง และค่าจ้างต่อชิ้นงาน สัดส่วนของแรงงานในระบบที่ต่ำนี้บ่งชี้ว่าบริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะไม่ลงทุนในการฝึกอบรมและจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อพัฒนาผลิตภาพแรงงาน ส่งผลให้เกิดลักษณะเด่นที่สามและสี่ ได้แก่ ผลิตภาพแรงงานไทยที่เติบโตช้า และ ผลตอบแทนแรงงานที่ลดต่ำลงในทุกระดับการศึกษา
ทั้งนี้ในระหว่างปี 2000-2007 ผลิตภาพแรงงานไทยเพิ่มขึ้นเพียง 3.0% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น จีน (9.2%) เวียดนาม (5.3%) และอินเดีย (5.1%) นอกจากนั้นผลตอบแทนแรงงานยังลดลงทุกระดับการศึกษา เช่น เมื่อปี 2001 กลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้รับค่าจ้างมากกว่ากลุ่มแรงงาน ที่ไม่ได้รับการศึกษา ประมาณ 2.0 เท่า แต่ในปี 2010 ส่วนต่างของค่าจ้างที่มากกว่านี้กลับลดลงเหลือเพียง 1.9 เท่า
สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผู้ จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังขาดคุณภาพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนของผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอายุ 20-25 ปีที่ได้รับการจ้างงานในตำแหน่งผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางได้ลดลงจาก 40% ในปี 2001 เป็นเพียง 28% ในปี 2009 ในขณะเดียวกัน จำนวนผู้ที่ทำงานในตำแหน่งเสมียนหรือพนักงานบริการกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเด่นที่ห้าของตลาดแรงงานไทยสามารถช่วยบรรเทาปัญหาในตลาดแรงงานได้ ซึ่งก็คือการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (labor force participation) ของผู้หญิงไทยที่มีค่อนข้างสูง โดยผู้หญิงไทยมีแนวโน้มที่จะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทยสูงถึงเกือบ 70% ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ (54%) เกาหลี (50%) และมาเลเซีย (44%) นอกจากนั้นผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทในการเป็นผู้นำมากขึ้นด้วย ดังเห็นได้จากสัดส่วนของผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงของไทยนั้นอยู่ใน ระดับที่สูงถึง 45% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก
(โพสต์ทูเดย์, 20-4-2554)