นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ผลการสำรวจของกระทรวงแรงงานที่ระบุว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทยติดลบไม่พอค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้งไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนมาโดยตลอด เนื่องจากการปรับค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คำนึงถึง ความเป็นจริง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของลูกจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมาก ดังนั้น ทางออกคือต้องปรับให้เป็นไปตามความจริง และนายจ้างต้องยอมเจ็บตัวบ้าง เพราะมิฉะนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และกลายเป็นวังวน
อย่างไรก็ตาม นายชาลี กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ลูกจ้างต้องหาทางออกด้วยการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที วันละ 2 - 3 ชั่วโมง เพราะไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ ทำให้แต่ละวันต้องทำงานเกิน 10 ชั่วโมง และกลายเป็นปัญหาทั้งด้านสุขภาพและครอบครัว ซึ่งตัวเลขที่ คสรท.ศึกษาพบว่า ค่าจ้างสำหรับเลี้ยงคนๆ หนึ่ง และครอบครัว 3 คน ตกอยู่ประมาณวันละ 421 บาท และตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 441 บาท ซึ่งการคำนวณเช่นนี้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการปรับโครงสร้างใหญ่เรื่องค่าจ้าง โดยค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นค่าจ้างแรกเข้างานเท่านั้น และเมื่อทำงานได้ 1 ปี สถานประกอบการก็ควรปรับค่าจ้างโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ นายชาลี กล่าวอีกว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนก็ควรปรับเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ใช่ไปชวนนักลงทุนว่า เมืองไทยมีค่าจ้างถูกให้เขามาลงทุน พอจะขึ้นค่าจ้างแต่ละทีก็เลยมีปัญหา เราไม่ควรใช้ค่าแรงถูกมาเป็นตัวล่อแล้ว เราไม่ควรไปแข่งขันกับพม่า กัมพูชา หรือลาว ควรหาอย่างอื่นมาเป็นตัวล่อนักลงทุนมากกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของ คสรท.ได้มีการประชุมพิจารณากับการปรับโครงสร้างค่าจ้างมา 3 ครั้งแล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นก็จะเคลื่อนไหวผลักดันต่อไป
(แนวหน้า, 3-6-2554)