พนง.หญิงมีบุตรวอน องค์กรควรมีสวัสดิการดี เพื่อเก็บคนคุณภาพไว้ : SIAMHRM.COM

พนง.หญิงมีบุตรวอน องค์กรควรมีสวัสดิการดี เพื่อเก็บคนคุณภาพไว้




การหาพนักงานให้ตรงกับความต้องการไม่ ใช่เรื่องง่าย แต่การเก็บรักษาพนักงานที่ดีไว้ยิ่งยากกว่า องค์กรต่างๆ ในปัจจุบันจึงต้องพลิกแพลงทุกกลยุทธ์ในการเก็บรักษาคนดีและคนเก่งไว้ให้ได้ และหนึ่งในวิธีการยอดนิยมคือเรื่องของการจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ที่สามารถดึงดูดใจและดึงพนักงานดาวเด่นไว้ให้ได้ แต่นอกจากจะจัดสรรสวัสดิการเพื่อพนักงานดาวเด่นทั่วๆ ไป แล้ว

ผลสำรวจล่าสุดของจ็อบสตรีท ดอทคอม ยังชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ถึงเวลาที่บริษัทต้องปรับปรุงสวัสดิการ เพื่อพนักงานหากต้องการจะเก็บรักษาคนดีและเก่งไว้กับองค์กร โดยเฉพาะพนักงานหญิง เนื่องจากปัจจุบันแรงงานสตรีมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในทุกระดับ โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่ง ชาติ เมื่อเดือน ม.ค.2549 พบว่า มีแรงงานสตรี ร้อยละ 45.5 ของแรงงานในระบบทั้งหมด โดยเป็นแรงงาน นอกภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 47.2 ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญในด้านการบริการ (โรงแรม และภัตตาคาร) ร้อยละ 61.8 ด้านการศึกษาร้อยละ 59.3 ด้านการผลิตถึงร้อยละ 54.3 การบริหาร ราชการแผ่นดินและการประกัน สังคมร้อยละ 33.0

ทั้งนี้จากการสำรวจผู้หญิงทำงานจำนวน 695 คน อายุระหว่าง 21 – 40 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในหัวข้อ ทัศนคติของผู้หญิงและแม่ในบทบาทของคนทำงาน ทำให้สามารถสะท้อนมุมมองของผู้หญิงและแม่ในฐานะของคนทำงานได้อย่างชัดเจนถึง สิ่งที่ผู้หญิงทำงานให้ความสำคัญและต้องการจากองค์กร

กลุ่มผู้ที่ทำการตอบแบบสอบถามนั้น 66% เป็นโสด 21% เป็นหญิงที่สมรสและมีบุตรแล้ว 6% เป็นหญิงที่สมรสแล้วแต่ยังไม่มีบุตร อีก 6% หย่าร้างและมีบุตร และ 1% เป็นหญิงที่หย่าร้างแล้วแต่ยังไม่บุตร โดย 36% ให้ความเห็นว่าบริษัทไม่ใส่ใจต่อความต้องการของพนักงานที่มีบุตร 27% ระบุว่าบริษัทใส่ใจความต้องการของพนักงานกลุ่มดังกล่าว และอีก 38% ไม่แน่ใจ

64% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าเป้าหมายในการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปแน่นอนเมื่อ มีบุตร โดยในจำนวนนั้นชี้ว่า ภายหลังการมีบุตรสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือ เงินเดือนที่สูงขึ้น (35%) ชั่วโมงการทำงาน ที่สั้นลงและมีเวลาที่แน่นอน (31%) ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็น (23%) การเดินทางที่น้อยลง (7%) และอื่นๆ อีก 4% ได้แก่ ความมั่นคงในการทำงาน สวัสดิการที่ดีขึ้น และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เมื่อถามต่อไปถึงการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นให้พนักงานที่มีบุตรของ บริษัทต่างๆ 54% ระบุว่าไม่มีการยืดหยุ่น มีเพียง 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าบริษัทมีการจัดสรรเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นให้ นอกจากนั้นยังพบว่าคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ถูกเรียกร้องให้ยังต้องทำงานล่วง เวลาและทำงานในวันหยุดด้วย (18%)

สำหรับแผนการประกอบอาชีพภายหลังการ แต่งงานหรือมีบุตร  62% ยืนยันว่าจะทำงานต่อไป มีเพียง 2% เท่านั้นที่ระบุว่าจะเลิกทำงานภายหลังการมีบุตร ทั้งนี้เมื่อถามเฉพาะกลุ่มผู้หญิงทำงานที่มีบุตรแล้วพบว่า 78% ไม่ได้หยุดทำงานเมื่อมีบุตร สำหรับผู้ที่หยุดทำงานนั้น 50% หยุดทำงานเป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อเลี้ยงดูบุตร   ก่อนจะกลับไปทำงานอีกครั้ง

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจเลิกทำงานเพื่อดูแลบุตรเพียง อย่างเดียวได้ คือ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจของครอบครัว (56%) อีก 24% ระบุว่ายังอยากมีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน 11% ยังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ และเหตุผลอื่นๆ อีก 9% เช่น ต้องการมีเงินเก็บเพิ่มเติม ต้องการรักษาคุณค่าของตนเองไว้ด้วยการทำงาน และไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ เพื่อเลี้ยงลูกอย่างเดียว

นางสาวฐนาภรณ์ สถิตพันธุ์เวชา ผู้จัดการสาขาประเทศไทย บริษัท จ็อบสตรีท (ประเทศไทย)จำกัด  กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นได้ชัดเจนถึงความต้องการของลูกจ้างหญิงเกี่ยวกับทัศนคติใน การทำงานภายหลังการแต่งงานและมีบุตร ซึ่งองค์กรเองควรตระหนักและเริ่มทบทวนนโยบายในด้านสวัสดิการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับลูกจ้างหญิงให้มากขึ้น เนื่องจากจำนวนของพนักงานหญิงมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูได้จากสัดส่วนของแรงงานหญิงในระบบที่มีมากพอๆ กับแรงงานชาย ทั้งยังเป็นแรงงานที่เราไม่สามารถจะละเลยหรือลดความสำคัญลงได้เลยและโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ควรคำนึงถึงนโยบายการให้สวัสดิการสำหรับคนทำงานที่มีบุตรแล้วด้วย ซึ่งเป็นแผนงานหนึ่งที่สามารถทำให้องค์กรสามารถเก็บรักษาคนดีคนเก่งเอาไว้ ได้

จากการสอบถามตัวแทนนายจ้างจาก 284 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กมีพนักงานไม่เกิน 50 คน 39% บริษัทขนาดกลาง มีพนักงานตั้งแต่ 50-200 คน 27% และบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 200 คน อีก 35%  พบว่า โดยเฉลี่ยมีพนักงานหญิงในองค์กรประมาณ 50-70% แต่ในองค์กรขนาดเล็กจะมีพนักงานหญิงอยู่ระหว่าง 71-90% เมื่อถามถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิการเพื่อพนักงานหญิง 60% ให้ความสำคัญอยู่ที่ระดับปานกลาง โดย 45% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสอบถามแจ้งว่าไม่มีการจัดสวัสดิการใดเป็นพิเศษสำหรับ พนักงานที่ตั้งครรภ์หรือพนักงานที่มีบุตร ทั้งนี้เมื่อแยกพิจารณาตามขนาดขององค์กรพบว่า 47% ขององค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญมากในการจัดสวัสดิการเพื่อพนักงานหญิงที่ตั้ง ครรภ์ และอีก 50% ให้ความสำคัญในระดับปานกลาง

สำหรับสวัสดิการเพื่อพนักงานตั้ง ครรภ์ หรือ พนักงานที่มีบุตรที่องค์กรจัดให้พนักงานนั้น 33% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการปรับเวลาให้ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับ พนักงานกลุ่มดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการเลี้ยงดูบุตรใน ช่วงทารก-ปฐมวัย 4% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า ได้จัดสวัสดิการห้องปั๊มนมไว้ให้พนักงาน 2% จัดห้องดูแลเด็กไว้ในสถานที่ทำงาน 3% มอบเงินสวัสดิการเพื่อช่วยค่าเลี้ยงดูบุตร และ 14% ให้ ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตร การให้สวัสดิการรักษาพยาบาลบุตร การให้ทุนการศึกษา การให้ของขวัญแรกคลอด และการปรับเปลี่ยนหน้าที่ที่เหมาะสมให้กับหญิงมีครรภ์ เป็นต้น ขณะที่ เมื่อถามถึงแผนการในการเพิ่มสวัสดิการให้กับพนักงานหญิงที่มีบุตร 15% แจ้งว่ามีแผนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า 8% มีแผนการในระยะยาว คือ อีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่ 77% ยังไม่มีแผนการเลย

นางสาวฐนาภรณ์  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่ามีพนักงานหญิงถึง 41% เรียกร้องให้องค์กรอำนวยความสะดวกในการเลี้ยงดูเด็กที่ที่ทำงานด้วย นั่นแสดงได้ชัดเจนว่า คุณแม่ที่ยังต้องทำงานทั้งหลาย ไม่อยากละทิ้งภาระหน้าที่ในการเลี้ยงลูกไป ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากสูญเสียความก้าวหน้าในอาชีพด้วย สิ่งที่คุณแม่คนทำงานอยากจะร้องขอต่อนายจ้าง เพื่อช่วยให้เธอยังสามารถทำงานได้อย่างสบายใจคือ เงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตร (43%) เงินเดือนที่สูงขึ้น (38%) วันหยุดที่เพิ่มขึ้น (34%) ทุนการศึกษาบุตร (33%) ห้องเลี้ยงเด็ก (21%) และอื่นๆ (6%) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจจากนายจ้างในเรื่องของวันลาและความยืดหยุ่นของ เวลาการทำงานเพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้ทำหน้าที่แม่ได้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นในกรณีที่ลูกป่วย การรับส่งลูก ตลอดจนงานโรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง โดย เช่นกรณีที่ลูกป่วย หรือ จำเป็นต้องไปงานโรงเรียนของลูกเป็นต้น

ผู้จัดการสาขาประเทศไทย บริษัท จ็อบสตรีท กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ 46% ของตัวแทนนายจ้างเชื่อมั่นว่าแม้พนักงานจะมีบุตรก็ยังสามารถทุ่มเทให้กับงาน ได้เต็มที่ และ 70% ของตัวแทนฝ่ายนายจ้างระบุว่าในการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าทำงานนั้น ไม่ได้สนใจว่าจะมีบุตรแล้วหรือไม่ โดยให้ความเห็นว่าการมีบุตรจะทำให้พนักงานมีความรับผิดชอบและมีความอดทนใน การทำงานมากขึ้น แม้ว่าในช่วงสามปีแรกของการเลี้ยงดูบุตรอาจจะมีเวลาทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องเข้าใจและปรับในเรื่องของความยืดหยุ่นของเวลา ทำงานให้ลูกจ้างตามสมควร ซึ่ง นายจ้างระบุว่า การปรับเปลี่ยนหรือ โยกย้ายหน้าที่ให้กับพนักงานที่ตั้งครรภ์จะพิจารณาจากลักษณะงานเป็นสำคัญ ในบางตำแหน่งนั้นการมีลูกหรือตั้งครรภ์จะกระทบกับงาน แต่สำหรับพนักงานที่ทำงานประจำสำนักงานจะไม่มีผลกระทบอะไร ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้มีข้อกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างหญิง

เป็นที่น่ายินดีว่าแม้ในปัจจุบันแต่ ละองค์กรอาจจะยังไม่ได้ดูแลสวัสดิการให้กับพนักงานที่มีบุตรอย่างจริงจัง แต่ก็พบว่าหลายๆ แห่งไม่ได้ละเลยที่จะพยายามทำความเข้าใจกับบทบาทของคนเป็นแม่ที่ต้องรับภาระ งานนอกบ้านด้วย โดยการยืดหยุ่นกฏระเบียบต่างๆ ตามสมควร และมีแนวโน้มว่าองค์กรต่างๆ จะตื่นตัวในเรื่องนี้กันอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสถานที่สำหรับเลี้ยงดูเด็ก และห้องสำหรับให้คุณแม่เก็บน้ำนม ซึ่งเริ่มมีหลายองค์กรทำแล้ว ซึ่งพนักงานเองก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดของนายจ้างด้วยที่อาจจะยังไม่พร้อม เรื่องของสถานที่ บุคลากร และจำนวนพนักงานอาจจะยังไม่มากพอสำหรับการจัดสรรสวัสดิการต่างๆดังกล่าว ซึ่งเราก็หวังว่าคุณแม่คนทำงานทุกคนมีความสุขกับทุกบทบาทที่ได้รับและประสบ ความสำเร็จกับทั้งบทบาทของแม่และคนทำงาน”  นางสาวฐนาภรณ์ กล่าว

(ไทยรัฐ, 3-8-2554)



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM