'ทีดีอาร์ไอ' ห่วงแรงงานจบมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำ : SIAMHRM.COM

'ทีดีอาร์ไอ' ห่วงแรงงานจบมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำ




สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดสัมมนาประจำปีขึ้นเมื่อเช้าวันนี้ ในหัวข้อ"ยกเครื่องการศึกษาไทย: สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง"โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวน ชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

ดร.อัมมาร สยามวาลา และดร. ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นำเสนอให้หัวข้อ การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่: สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ปัญหาความล้มเหลวของการศึกษาไทยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการขาดแคลนทรัพยากรที่จำ เป็น แต่เกิดจากการขาด “ประสิทธิภาพ” ในการใช้ทรัพยากร อันเนื่องมาจากการขาด “ความ
รับผิดชอบ” ของระบบการศึกษาต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ดังนั้นการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาจึงควร
เริ่มต้นด้วยการสร้างความรับผิดชอบของผู้จัดการศึกษาทั้ง ภาครัฐ โรงเรียนและครู

ทั้งนี้ข้อสรุปดังกล่าวได้รับการยืนยันทั้ง ในทางทฤษฎี และการศึกษาในเชิงประจักษ์ นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ว่า การสร้างความรับผิดชอบในระบบการศึกษาไทย จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้โดยจะเพิ่มคะแนนเฉลี่ย PISA ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยจาก 421 คะแนน เป็น 444 คะแนน ซึ่งจะทำให้อันดับคะแนน PISA ของประเทศไทยเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 46 เป็นอันดับที่ 40

ดังนั้นจำเป็นต้อง สร้างกลไก"ความรับผิดชอบ" ซึ่งหมายถึง พันธะผูกพันในหน้าที่การงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือ
องค์กรใดองค์กรหนึ่งต่อเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลหรือองค์กร อื่นๆ โดยมีระบบตรวจสอบที่ฝ่ายผู้มอบหมายสามารถประเมินผลงานเพื่อให้รางวัลและลง โทษฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เสนอในหัวข้อ "การสร้างความเชื่อมโยงของการศึกษากับตลาดแรงงาน"โดยเห็นว่าการขยายโอกาสการ ศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการเติบโตทาง เศรษฐกิจ แม้ว่าการเพิ่มอุปทานแรงงานที่มีการศึกษาจะทำให้อัตราผลตอบแทนจาก การศึกษาลดลง แต่การวิจัยพบปรากฏการณ์ 2 อย่าง ปรากฏการณ์แรก คือ ส่วนต่างค่าจ้าง (wage premium) ระหว่างคนจบมหาวิทยาลัยกับมัธยมปลายมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก เพราะผลจากการ ขยายตัวของอุปสงค์ต่อแรงงานที่จบมหาวิทยาลัยในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตเร็ว เมื่อการเรียน
มหาวิทยาลัยให้ผลตอบแทนสูงกว่าการทำงานหลังจบมัธยมปลาย หรือการเรียนอาชีวศึกษา คนหนุ่มคนสาวส่วนใหญ่จึงมุ่งสู่รั้วมหาวิทยาลัย

ข้อค้นพบประการที่สอง คือ การเพิ่มจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็วขณะที่ สถาบันการศึกษาหลายแห่งยังขาดความพร้อม ทำให้แรงงานที่จบมหาวิทยาลัยมีคุณภาพแตกต่าง กันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเหตุดังกล่าวผู้จบอุดมศึกษาหลายสาขาจึงมีอัตราว่างงานสูง ทั้งๆ ตลาดแรงงานยังมีความต้องการแรงงานให้สาขาดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมบางประเภทที่ประสบปัญหาไม่ สามารถคัดเลือกแรงงานที่มีคุณภาพและทักษะ ต้อง
เข้ามาจัดการศึกษาด้วยตนเอง สาขาที่นิยมเปิดได้แก่ วิศวกรรมและการบริหารธุรกิจ ทั้งๆที่เป็นสาขาวิชาที่มีการผลิตบัณฑิตเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้การวิเคราะห์ระบบการจัดการศึกษาแบบอิงกับการทำงาน (work-based learning) ของสถาบันการศึกษาที่จัดตั้งหรือได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน 5 แห่ง พบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของสถาบันทุกแห่ง มีปัจจัยร่วมที่สำคัญ ได้แก่ นวตกรรมการสร้างหลักสูตรและ วิธีการเรียนการสอนที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ นักศึกษาที่จบการศึกษาได้งานทำ 100% เงินเดือนดี มีอนาคต ระบบบริหารเอกชนมีความคล่องตัว อาจารย์มีแรงจูงใจ
ผู้บริหารมีความรับผิดชอบ และเบื้องหลังความสำเร็จทุกโครงการมีบุคคลสำคัญที่วงการธุรกิจให้ความเชื่อ ถือ เป็นผู้ให้แนวคิด ผลักดัน และประสานงานกับทุกฝ่ายในช่วงจังหวะที่รัฐมีนโยบายและกฎหมายเอื้ออำนายให้ ภาคเอกชนเข้ามาจัดการศึกษา

ดร.นิพนธ์ ได้เสนอแนะว่า เรื่องการขยายแนวคิดการจัดการศึกษาแบบอิงกับการทำงาน 2 แนวทาง รวมทั้งให้ข้อคิดเกี่ยวกับการขยายสัดส่วนนักเรียนอาชีวศึกษา และการศึกษาแบบอิงกับ การทำงาน

(กรุงเพทธุรกิจ, 15-2-2555)



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM