อุตฯมึนเจอกระหน่ำรอบด้าน กำลังซื้อใน ปท.หด-ออร์เดอร์ลด สิ่งทอวิกฤตหนักด้านแรงงาน ทั้งขาดแคลน-ต้นทุนพุ่งจาก 300 บาท แฟชั่นไทยขานรับปรับฐานผลิต เพิ่มน้ำหนักเอาต์ซอร์ซต่างประเทศ อัดโปรโมชั่นถี่กระตุ้นยอดขาย ผลิตบุคลากรรับโอกาสโตเออีซี
พิษจากภาวะเศรษฐกิจและอีกหลายปัจจัยลบในขณะนี้ ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา อุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนในขณะนี้คือสิ่งทอแฟชั่น ล่าสุดกรณีเครือสหพัฒน์ที่ตัดสินใจปิดการผลิตรองเท้าและกระเป๋าของโรงงาน บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมนี้ พร้อมเลิกจ้างพนักงานประมาณ 2,000 คน
ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะวิกฤตของอุตสาหกรรมดังกล่าว ที่ได้รับผลกระทบรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา ออร์เดอร์ต่างประเทศที่หดหาย จากต้นทุนค่าแรงของประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกกว่า บวกกับแรงงานที่ขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้บรรดาค่ายแฟชั่นของไทยต่างต้องเร่งปรับตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
วาโก้รับศึกษาย้ายฐาน ตปท.
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในวาโก้ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงงานแพนเอเซียฟุตแวร์ในเครือของสหพัฒน์ ถือเป็นกรณีสุดวิสัย (special case) จากปัจจัยลบหลายด้านที่เข้ามาพร้อมกันจนไม่สามารถหาทางออกเป็นอย่างอื่นได้ แต่บริษัทและแบรนด์ในเครืออื่น ๆ ยังไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ แพนเอเซียฟุตแวร์ได้แจ้งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า มีปัญหาขาดทุนรวมมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการปรับค่าแรง 300 บาท, ออร์เดอร์

จากลูกค้าลดลงต่อเนื่องในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยหันไปออร์เดอร์จากประเทศเพื่อนบ้านแทนด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า ส่งผลให้ผลประกอบการมีการขาดทุนสะสมจำนวนมาก
นายธรรมรัตน์กล่าวว่า สำหรับแบรนด์วาโก้ ปัจจุบันผลิตในประเทศ 100% แต่ก็มีแผน โดยอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะย้ายฐานผลิตไปนอกประเทศ แต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากการลงทุนตั้งโรงงานต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และต้องดูความพร้อมด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การเอาต์ซอร์ซของเครือไอ.ซี.ซี.มีมานานแล้ว แต่จะทำเฉพาะเวลาที่ออร์เดอร์การผลิตของโรงงานที่มีอยู่เต็ม ฐานที่เอาต์ซอร์ซส่วนใหญ่จะเป็นประเทศใกล้เคียงแถบอินโดจีน เพื่อความสะดวกในการขนส่ง และประโยชน์ทางด้านภาษี
"พีน่า" ผนึกพันธมิตรลุยอินโดจีน
สอบถามไปยังนายสุรัตน์ ตันติจิรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีน่า เฮาส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอมีโรงงานที่ได้รับผลกระทบและต้องปิดตัวไปจำนวนมาก รวมถึงทำให้แรงงานขาดแคลน เนื่องจากขาดแรงงานรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเติมเต็ม เพราะภาคธุรกิจอื่น อย่างค้าปลีก หรือร้านอาหาร มีสภาพแวดล้อมและสวัสดิการที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน ก็ให้ผลตอบแทนในระดับที่เท่ากัน หรือมากกว่า
ภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอขณะนี้จึงมีแต่คนเก่า ส่วนที่ออกไปนั้นก็ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน แรงงานในส่วนนี้จึงค่อย ๆ น้อยลงไปเรื่อย ๆ ทางออกของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ถ้าไม่เลิกทำธุรกิจก็ต้องรู้จักปรับตัว โดยย้ายฐานผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้น
ปัจจุบันในเครือพีน่า เฮาส์ ใช้ฐานผลิตหลักที่จีนเป็นสัดส่วนกว่า 70% ที่เหลือคือพม่า, เวียดนาม และไทย แม้แนวโน้มค่าแรงในจีนจะแพงขึ้น แต่ไม่รุนแรงเท่าไทย อีกทั้งศักยภาพโดยทั่วไปของโรงงานผลิตมีความพร้อมทั้งความหลากหลายของวัตถุดิบและฝีมือแรงงานที่พัฒนามากกว่าในอดีต ขณะที่พม่าหรือเวียดนามได้เปรียบในเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่า แต่ก็ไม่มีวัตถุดิบที่พร้อมมากนัก
"เมื่อพิจารณาดูแล้ว จีนยังคงได้เปรียบในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตที่มีความหลากหลายและต้นทุนที่ถูก ข้อดีอย่างหนึ่งของการเอาต์ซอร์ซแทนการเข้าไปตั้งโรงงาน ทำให้ฐานผลิตของเราดิ้นได้ สามารถปรับการผลิตให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จริง ๆ ทุกวันนี้เรามองตัวเองเป็น retailer ไม่ใช่โรงงาน ทำให้ไม่กระทบ เพราะวิ่งไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปได้"
สำหรับแผนการเข้าไปตลาดอาเซียน อยู่ระหว่างพูดคุยกับพาร์ตเนอร์ในกลุ่มอินโดจีน อย่างเวียดนาม, ลาว และพม่า เนื่องจากเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โอกาสคือตลาดแฟชั่นที่ยังล้าหลังกว่าไทย ทำให้คนมีดีมานด์สูงและต้องการแฟชั่นที่แปลกใหม่ นับเป็นโอกาสสำหรับพีน่าฯ อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่คาดว่าจะนำเข้าไป ก็จะไม่ใช่แฟชั่นที่หวือหวามากนัก อาทิ พีน่า ยูเอฟโอ ฯลฯ
นายสุรัตน์ยังกล่าวอีกว่า กำลังซื้อที่ซบเซาลงในปีนี้กระทบต่อกลุ่มแฟชั่นพอสมควร เพราะเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย หากไม่มีโปรโมชั่น ลดราคา ที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ ก็จะทำให้ผู้บริโภคสามารถรอไปก่อนได้ ต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน ทำให้เป้าการเติบโต 15% ที่ตั้งไว้ในตอนแรกของกลุ่มพีน่าฯอาจจะไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยการทำงานหนักขึ้น ทั้งเรื่องของตัวสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ และโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมที่ถี่ขึ้นกว่าเดิม อาทิ การทำ End of season sale เร็วขึ้น รวมไปถึงการให้ส่วนลดที่มากขึ้นด้วย
บูติคนิวซิตี้หาเอาต์ซอร์ซ ตปท.
ด้านนายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานธรรมการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด ผู้ผลิตแฟชั่นเสื้อผ้าในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาเรื่องค่าแรงมีมานาน ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศขึ้นค่าแรง 300 บาท แต่ 300 บาท เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลายธุรกิจต้องออกไปหาโรงงานอื่นในภูมิภาค โดยขณะนี้ไทยถือเป็นประเทศที่ค่าแรงสูงที่สุดในอาเซียน แม้ค่าจ้างจะสูง แต่แรงงานในอุตฯสิ่งทอก็ขาดแคลนอย่างหนักและหายากขึ้น จากอัตราว่างงานของไทยที่ติดลบ เป็นปัญหาหนักของผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นไทย รวมถึงทั่วโลกในขณะนี้
แนวทางของบริษัทจากกำลังการผลิตที่ค่อนข้างเต็ม อยู่ระหว่างเร่งหาแหล่งผลิตใหม่นอกประเทศ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการและการเติบโตในอนาคต โดยเน้นวิธีเอาต์ซอร์ซเป็นหลักแทนการตั้งโรงงานในต่างประเทศ โดยมุ่งสร้างเครือข่ายและหาพันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตต่างประเทศ เปิดกว้างการลงทุนทุกรูปแบบ
"อนาคตจะเน้นเอาต์ซอร์ซจากนอกประเทศเกือบทั้งหมด จากค่าแรงที่ถูกกว่าและสอดรับกับแผนที่ต้องการนำแบรนด์ของบริษัทไปขายยังต่างประเทศ รองรับการเปิดเออีซีในอนาคต ผมว่าการแข่งขันในธุรกิจแฟชั่นทุกวันนี้ สินค้าก็เหมือน ๆ กัน อยู่ที่ใครจะสามารถผลิตได้ และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า"
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าหาไลเซนส์แบรนด์ดังจากที่ต่าง ๆ เพิ่มเติมให้กับพอร์ตของบูติคนิวซิตี้ให้ครอบคลุมความต้องการ ขณะเดียวกัน เป็นอีกวิธีหนึ่งในการรับมือกับกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอในขณะนี้ เพราะไลเซนส์แบรนด์จากต่างประเทศจะนำเข้ามาแบบสำเร็จรูป โดยปลายปีนี้จะมีแบรนด์ใหม่จากสเปนเพิ่ม 1 แบรนด์ ชื่อฟลอเรนติโน (Florentino) และในปีหน้าอีก 2 แบรนด์
"การปรับตัวของทุกคนอาจจะไม่ต้องเหมือนกัน หัวใจสำคัญวันนี้คือซัพพลายเชน วัตถุดิบ การขาย การทำตลาด ซึ่งปัจจุบันนี้อาจไม่ต้องทำเองทั้งหมด แต่ต้องรู้จักเชื่อมโยงเครือข่ายให้เป็น"
แฟชั่นไทยปั้นแบรนด์ส่งออก
นายปณิธานกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2557 บริษัทมีแผนขยายตลาดเข้าไปยังอาเซียน ปัจจุบันได้ทดลองส่งออกแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเองไปในพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ผ่านตัวแทนจำหน่าย อาทิ ซีแอนด์ดี จู๊ซ และจีเอสพี ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ทั้งจำนวนคน และความสามารถด้านภาษา เพื่อรองรับการขยายตัวที่มากขึ้น โดยอนาคตตั้งเป้าขยายครอบคลุมทั่วอาเซียน ยกเว้นประเทศแถบหมู่เกาะ อย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างไกลไม่สะดวกต่อการขนส่ง ตั้งเป้าตลาดต่างประเทศจะมีศักยภาพโตสูงถึง 30-40% ต่อปี แม้ขณะนี้จะมีรายได้เพียง 5% แต่ภายใน 10 ปีมีแผนที่จะเพิ่มรายได้ขึ้นเป็น 30%
นอกจากบูติคนิวซิตี้แล้ว ขณะนี้แฟชั่นไทยหลาย ๆ แบรนด์ พยายามปรับตัวหันไปหาตลาดที่ใหญ่ขึ้น จากการแข่งขันของธุรกิจเสื้อผ้า แฟชั่นในไทยที่รุนแรง ที่เห็นชัดคือกรณีของ "แม็คกรุ๊ป" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแม็คยีนส์ ที่อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปตั้งโรงงานในอินโดนีเซีย หรือกัมพูชาในระยะอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ปัจจุบันมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ผ่านตัวแทนในประเทศ
ต่าง ๆ จนเมื่อมีความต้องการในระดับหนึ่ง จึงพิจารณาตั้งโรงงาน ปัจจุบันเปิดร้านแม็คยีนส์ได้ 7 แห่งในพม่า
เช่นเดียวกับแบรนด์ไทยอย่าง "เอทูแซด" ที่มีแผนบุกต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนรับการเปิดเออีซี ตั้งเป้าภายใน 10 ปีจากนี้จะเปิดร้านเอทูแซดได้ครอบคลุมอาเซียน โดยสนใจทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และดูไบ ฯลฯ