เสียงเตือนจากแพทย์"อนามัยโลก" "เอฟทีเอ"ไทย-สหรัฐอเมริกา ระวังโครงการ 30 บาท ล่มสลาย : SIAMHRM.COM

เสียงเตือนจากแพทย์"อนามัยโลก" "เอฟทีเอ"ไทย-สหรัฐอเมริกา ระวังโครงการ 30 บาท ล่มสลาย




หมายเหตุ - เป็นเนื้อหาจากบทความ ชื่อ "ไทย-สหรัฐอเมริกา กับการเจรจาทางการค้า เรื่องความเป็นความตาย" เขียนโดย นพ.วิลเลี่ยมส์ แอล อัลดิส ซึ่งเป็นนายแพทย์องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย บทความนี้ เขียนขึ้นในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การอนามัยโลก ข้อเขียนดังกล่าวมุ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการที่ประเทศไทยเปิดเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้

การประชุมการเปิดเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาในอีกรอบหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นความเพียรพยายามของข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างสองประเทศ ในวาระการเจรจารอบนี้ จะครอบคลุมประเด็นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าหรือทริปส์ (TRIPS : Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) และความซับซ้อนในการเข้าถึงตัวยาสำคัญต่อชีวิตในราคาที่มีกำลังซื้อได้

เพียงแค่คิดและพยายามให้คนธรรมดาเข้าใจเรื่องการเจรจาทางการค้าก็หาวนอนเสียแล้ว อีกอย่างสิ่งที่เราเห็นอาจเป็นภาพลวงตาก็ได้ เบื้องหลังการปิดประตูเจรจาและด้วยศัพท์ทางวิชาการต่างๆ นั้น คือเป็นการเปิดตาสู่ความเป็นจริง มีนัยยะถึง ผู้มีส่วนได้เสียส่วนใหญ่รวมแล้วชีวิตคนไทยนับแสนกับอนาคตของโครงการรักษาโรคสามสิบบาทของรัฐ

ถ้าหากผลของการเจรจาต่อรองทางการค้าแบบทวิภาคีของสหรัฐเป็นผล ประเทศไทยคงจะต้องทำงานอย่างหนัก ข้อตกลงทางการค้าในทำนองเดียวกันที่สหรัฐได้ทำกับประเทศออสเตรเลีย ชิลี โมร็อกโก สิงคโปร์ บาห์เรน และกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง ซึ่งข้อตกลงในการเจรจาประกอบด้วยบทบัญญัติต่างๆ เกี่ยวกับตัวกฎหมายสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญานอกเหนือไปจากข้อตกลงที่บัญญัติไว้เป็นสากล

มีผู้สังเกตการณ์หลายท่านต่างประหลาดใจที่ประเทศดังกล่าวนี้ได้มีการเจรจาที่ได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นและการปฏิบัติในด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกำหนดโดยองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งการรักษาผลประโยชน์นี้จะทำให้ประเทศที่ต่อรองมีความมั่นใจในเรื่องการเข้าถึงตัวยาสำคัญต่อชีวิตในราคาที่มีกำลังซื้อได้ โดยมีบทบัญญัติอนุญาตให้ประเทศเหล่านั้นสามารถผลิตหรือนำเข้ายาสำคัญในราคาที่ถูกกว่าเดิม

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เร็วๆ นี้ได้มีการจัดประชุมที่กรุงเทพฯเป็นเวลาสองวันเต็ม ในประเด็น FTA ที่มีความซับซ้อน โดยมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากประเทศต่างๆ เช่น อาร์เจนตินา อินเดีย ฝรั่งเศส มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา ได้พบปะหารือและประชุมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานหลายฝ่าย เช่น ผู้แทนจากภาครัฐ นักวิชาการ และองค์กรเอกชน

การประชุมดังกล่าวได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยูเอ็นเอดส์ ยูเอ็นดีพี และองค์การอนามัยโลก

ผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมประชุมได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยืนหยัดต่อการใช้สิทธิและอธิปไตยอย่างเต็มที่ และใช้ข้อผ่อนปรนต่างๆ ในองค์การการค้าโลกตามความตกลงทริปส์และยืนหยัดในปฏิญญาโดฮา (ปฏิญญาการเปิดการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่ภายใต้ WTO)

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นให้ข้อคิดอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรยอมรับการตกลงที่เข้มงวดกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การการค้าโลก (TRIPS PLUS) ซึ่งได้บรรจุในข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีในบางประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพิจารณาในประเด็นของมาเลเซียเป็นแบบอย่าง ซึ่งมาเลเซียให้ออกใบอนุญาตโดยใช้สิทธิเชิงบังคับ (compulsory licences) ในการผลิตในประเทศ และการขายต่อ ในยาที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี ซึ่งได้รับอนุญาตจากองค์การการค้าโลก ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณยาเพียงพอเพื่อรักษาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี ที่อาจมีการดื้อยาในการรักษาครั้งแรก

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรให้ระมัดระวังและมั่นใจว่าการเจรจา FTA มีกระบวนการที่โปร่งใส ข้อมูลต่างๆ ในการต่อรองการค้าต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับ เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม เอกชน ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้เสีย ควรได้รับการหารือก่อนมีการสรุปเป็นข้อตกลงในการเจรจา

ผู้มีส่วนได้เสียในการเจรจานี้มีจำนวนสูงมากทีเดียว โดยเฉพาะคนไทย 6 แสนคน ที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และที่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องพึ่งยาต้านไวรัสที่หาซื้อได้และในราคาที่สามารถจ่ายได้

ณ วันนี้ กว่า 8 หมื่นคน ที่มีโอกาสเข้าถึงยาและยืดระยะเวลาให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องขอขอบคุณที่ยังมีจำนวนปริมาณยาสามัญที่ผลิตได้เองในประเทศ และเป้าหมายของผู้ได้รับยาต้านเอดส์มีจำนวนสูงขึ้นถึง 150,000 คน ภายในปี พ.ศ. 2551 ด้วยเหตุผลของการเข้าถึงยา คนตายเพราะโรคเอดส์ในประเทศไทยจึงมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คิดเป็นร้อยละ 79

ด้วยนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ในการให้การรักษาเอชไอวี อยู่ในโครงการ 30 บาท ได้รับคำชมเชยไปทั่วโลก อีกประการหนึ่งเรื่องที่น่าสรรเสริญคือ ประเทศไทยยืนหยัดและแน่วแน่ในพันธะของสิทธิมนุษยชน สิทธิในสุขอนามัย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของไทย

คนที่มีเชื้อเอชไอวีจะมีพัฒนาการดื้อยาในการยารักษาในช่วงลำดับแรก การบริการด้านสุขอนามัยนั้นจะต้องหาวิธีการต่างๆ ในการเข้าถึงยารักษาในลำดับที่สองและที่สามต่อไป เพื่อให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ว่าราคายาจะสักเท่าใด

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายและนักเคลื่อนไหว จึงกังวลเหลือเกินกับการเจรจา FTA ระหว่างไทย-สหรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นของการควบคุมประเด็นสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ในการผลิตยาสามัญในประเทศที่มีราคาในกำลังที่ซื้อได้ และยาที่มีสิทธิบัตรในการนำเข้าซ้อนจะยังคงมีราคาแพงลิบต่อไป

อัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีกลายเป็นผู้ป่วยที่ดื้อยาทำให้มีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่ารักษาผู้ป่วยเอชไอวีอาจสูงขึ้นจาก 1.5 พันล้านบาท จาก 0 ถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายใน 10 ปี

นอกจากนี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่ต้องได้รับการเยียวยารักษาเป็นเวลายาวนานและต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากและแน่นอนส่งผลต่องบประมาณประเทศด้านสุขอนามัย

การยอมจำนนในด้านการผ่อนปรนที่บัญญัติในสากล และการยอมจำนนในสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา อาจทำให้คนไทยที่ยังมีชีวิตอยู่นับร้อยนับพันตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการอยู่รอด และอาจทำให้กระบวนการรักษาโครงการ 30 บาท ของภาครัฐล่มสลาย

 

 

แหล่งข่าว : เครือมติชน



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM