รัฐลอยแพประมงอาชีพสูญเกือบครึ่ง : SIAMHRM.COM

รัฐลอยแพประมงอาชีพสูญเกือบครึ่ง




ชาวประมงชายฝั่งโวยรัฐบาล เลิกอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่เคยช่วยลิตรละ 2 บาท หลัง 7 มี.ค.นี้ กระทรวงพลังานต้องวิ่งหาทางออก หลังเงินคชก.หมด ปตท.ยุติอุ้มต่อไป เผยผลจากราคาน้ำมั้นที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ชาวประมงเลิกทำอาชีพประมงแล้วเกือบครึ่ง เห็นได้จากยอดการใช้น้ำมันเขียวในทะเลลดลงเหลือแค่ 67 ล้านลิต่ต่อเดือน จาก 120 ล้านลิตรต่อเดือน

แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างหาทางช่วยเหลือชาวประมงชายฝั่งกว่า 10,000 ราย ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่จะปรับตัวสูงขึ้นไป หลังจากเงินช่วยเหลือจากคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่นำมาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำบนฝั่งลิตรละ 2 บาทจะหมดลงในวันที่ 7 มีนาคม 2549 นี้ จากที่มีการชดเชยมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2548 เป็นต้นมา

โดยในเบื้องต้นทางกระทรวงพลังานได้รับการยืนยันจากคชก.แล้วว่า จะไม่มีเงินช่วยเหลือในส่วนนี้ เนื่องจากต้องนำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำแทน ประกอบทางบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่ได้เข้ามาช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลได้ยืนยันจะไม่เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้ทางกระทรวงพลังงานพยายามที่จะหาวิธีช่วยชาวประมงชายฝั่งให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นไป ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้วิธีไหน แต่ต้องหาวิธีที่ให้ชาวประมงได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

"ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากชาวประมงแล้วว่า ภาครัฐจะมีมาตรการอะไรช่วยเหลือให้ราคาน้ำมันดีเซลมีส่วนต่างจากราคาบนฝั่งลิตรละ 2 บาท จากที่ราคาบนฝั่งอยู่ที่ลิตละ 24.29 บาท ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ชาวประมงคงต้องเลิกอาชีพ เพื่อไปประกอบอาชีพอย่างอื่นแทน เนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันสูงถึง 70-80 % ในขณะที่ราคาสัตว์น้ำไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอีก ก็คงไม่สามารถอยู่ได้ เพราะต้นทุนจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งในเรื่องนี้ทางกระทรวงพลังงานคงต้องหารือกับบริษัทน้ำมันรวมถึงรัฐบาลว่าจะมีทางช่วยเหลือประมงชายฝั่งให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดได้อย่างไร ก่อนที่จะครบกำหนดการช่วยหลือในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จากผลของราคาน้ำมันที่ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เวลานี้ อาชีพทำประมงในภาพรวมลดลงเรื่อยๆ จะเห็นได้จากปริมาณการใช้น้ำมันเขียวที่อยู่นอกชายฝั่งออกไป 24 ไมล์ทะเลลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง จะเห็นได้จากช่วงที่โครงการนำน้ำมันเขียวสามารถจำหน่ายน้ำมันได้สูงสุดช่วงปี 2546 ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันมียอดการใช้สูงถึงเดือนละ 100-120 ล้านลิตร แต่เมื่อสิ้นสุดปี 2548 ที่ผ่านมามียอดการใช้แต่ละเดือนเพียง 66-67 ล้านลิตรเท่านั้น เนื่องจากชาวประมงสู้ต้นทุนราคาน้ำมันไม่ไหว เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนในการทำประมงสูงถึง 70-80 % แม้ราคาน้ำมันเขียวฝั่งอ่าวไทยจะจำหน่ายต่ำกว่าบนฝั่งลิตรละ 20.48 บาทก็ตาม แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นตลอด ทำให้ราคาน้ำมันเขียวปรับตัวตามไปด้วย เมื่อชาวประมงแบกรับภาระไม่ไหว ทำให้ต้องเลิกกิจการทำปะมงไปในที่สุด

และจากผลปริมาณจำหน่ายน้ำมันที่ลดลงนี้เอง ยังได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เคยจำหน่ายน้ำมันเขียวในทะเลให้กับเรือประมงนอกชายฝั่งลดจำนวนลงด้วย จากที่เคยมีเรือจำหน่ายเมื่อเดือนกันยายน 2548 จำนวน 76 ลำ จากผู้จำหน่าย 27 ราย มีประมงเข้าร่วม 9,906 ลำ เวลานี้ลดลงมาเหลือเพียง 73 ลำ จากผู้ประกอบการ 26 ราย เรือประมงลดลงเหลือ 9,892 ลำ

นอกจากนี้บรรดาโรงกลั่น้ำมันที่เคยจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับโครงการ จากที่เคยมี 4 โรงกลั่น ได้แก่ ทีพีไอ ไทยออยล์ สตาร์ปิโตรเลียม และระยอง เวลานี้ ลดเหลือลงมาเหลือเพียง ทีพีไอ กับไทยออยล์เท่านั้น เนื่องจากสองรายหลังเห็นว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเขียวลดปริมาณการใช้กว่าแต่ก่อนมาก ประกอบกับไม่ต้องการลดเกรดการผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพต่ำ แต่ต้องการไปผลิตน้ำมันดีเซลคุณภาพสูงจำหน่ายในประเทศที่ราคาดีกว่าแทน ในขณะที่โรงกลั่นทีพีไอ ซึ่งขบวนการกลั่นส่วนใหญ่จะได้น้ำมันดีเซลคุณภาพต่ำกว่าโรงกลั่นอื่นๆ ทำให้ได้กำไรมากกว่าแทนที่จะส่งออก จึงทำให้เป็นผู้จำหน่ายรายใหญ่อยู่ในเวลานี้ประมาณ 48 ล้านลิตรต่อต่อเดือน ส่วนไทยออยล์ จะจำหน่ายผ่านปตท.และเชลล์ประมาณ 19 ลิตรต่อเดือน เท่านั้น

 

แหล่งข่าว : ฐานเศรษฐกิจ



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM