| รัฐบาลให้เรียนก่อนผ่อนทีหลัง เปิดโอกาศทางการศึกษาเด็กไทย สอดคล้องความต้องกำลังแรงงานตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมขอความร่วมมืออธิการบดีพัฒนามหาวิทยาลัยให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก และหาแนวทางส่งเสริมการวิจัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน ว่า รัฐบาลได้เปิดกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ ไอซีแอล ให้ตั้งแต่ระดับ ปวส. หรือระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน จะเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 นี้เป็นต้นไป เป็นกองทุนแบบเรียนก่อนผ่อนทีหลัง เมื่อมีงานทำ มีรายได้ พอชำระหนี้ได้ จึงค่อยผ่อนชำระ ซึ่งจะใช้ระบบของสรรพากรมาเป็นระบบตรวจสอบรายได้ และทำบัตรสมาร์ทการ์ดเก็บข้อมูล กองทุนดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน แบ่งเบาภาระครอบครัว แข่งขันประสิทธิภาพของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เนื่องจากจะให้อำนาจการตัดสินใจเลือกที่เรียนแก่เยาวชน และเป็นตัวกำหนดความต้องการการผลิตสาขาทางการศึกษาที่เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ “รัฐบาลสามารถใช้กลไกกองทุนนี้เป็นตัวกำหนดว่าอยากจะได้ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาไหน มากน้อยแค่ไหน เป็นไปตามพัฒนาการตามเศรษฐกิจ อย่างช่วงนี้เราต้องการวิศวกร สมมติมหาวิทยาลัยเก็บค่าหน่วยกิต 1,000 บาท รัฐบาลก็บอกว่าใครจะไปเรียนวิศวกรช่วงนี้หน่วยกิต 1,000 บาท รัฐบาลออกให้ 800 อีก 200 อยู่ในกองทุนกู้ยืม หมายถึงว่าเรียนแล้วแปะไว้ 200 อีก 800 รัฐบาลออกให้ ก็จะเป็นแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนไปสอบเพื่อจะเรียนวิศวะมากขึ้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในการประชุมร่วมกับอธิการบดีของรัฐและเอกชน 137 มหาวิทยาลัย เมื่อวานนี้ ตนได้พูดถึงกองทุนกู้ยืมเรียนก่อนผ่อนทีหลังด้วย โดยขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยพัฒนาศักยภาพให้อยู่ในอันดับต้นของโลก เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยติด 200 อันดับแรกของโลกเพียงแห่งเดียวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับ 121 เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้มหาวิทยาลัยไทยอยู่ในอันดับสูงกว่า 100 แล้วก็มีอันดับใน 200 มากกว่า 1 แห่ง ด้านอธิการบดีก็ขอให้รัฐหาเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบการศึกษาให้มากขึ้น เพราะระบบการศึกษาไทยอ่อนแอ ดังนั้น ตนถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ ก็จะปรึกษากันว่าจะหาเงินส่วนไหนมาพัฒนาการศึกษา นอกจากนี้ ยังได้ขอให้อธิการบดีไปประชุมร่วมกันเพื่อนำมาสู่การปรับปรุงระเบียบ กติกา แรงจูงใจ เพื่อให้นักวิจัยได้ทำงานวิจัยมากขึ้น รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนกองทุนให้เกิดวิจัยที่เข้มแข็ง
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |