บอร์ดกฟผ.นัดชี้ขาดซื้อหุ้นพนักงานคืน : SIAMHRM.COM

บอร์ดกฟผ.นัดชี้ขาดซื้อหุ้นพนักงานคืน




บอร์ดกฟผ. นัดประชุม 17 มี.ค.นี้ ชี้ขาดรับซื้อหุ้นคืนจากพนักงาน หลังยังไม่มีความชัดเจนกรณีการกระจายหุ้นเข้าตลาดหุ้น พร้อมเร่งเคลียร์ปัญหาภาษีหุ้น ระบุหากซื้อหุ้นคืนแล้ว พนักงานจะไม่ได้รับเงินปันผล และอาจใช้ราคาไอพีโอในอนาคต

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และรักษาการ ประธานคณะกรรมการ บริษัทกฟผ. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กฟผ. วันที่ 17 มีนาคมนี้ จะมีการพิจารณาเรื่องการซื้อหุ้นคืนจากพนักงาน กฟผ. เพื่อไม่ให้พนักงานได้รับความเดือดร้อนจากการคำนวณภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งการรับซื้อหุ้นคืน คงจะรับซื้อในราคามูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 10 บาท เท่ากับราคาที่ กฟผ.ขายให้กับพนักงาน

อย่างไรก็ตามคงต้องหารือกันว่าถ้าในอนาคตศาลปกครองสูงสุดมีคำตัดสินให้ กฟผ.กระจายหุ้นได้แล้ว พนักงานที่ขายหุ้นคืนยังจะสามารถซื้อหุ้นในราคาพาร์หรือในราคาเสนอขายต่อประชาชน (ไอพีโอ) ได้อีกหรือไม่ โดยขอยืนยันว่า กฟผ.จะดูแลพนักงานไม่ให้ได้รับผลกระทบ และจะจ่ายเงินคืนทั้งเงินต้น ดอกเบี้ยให้พนักงานทั้งหมด

นายณอคุณ ย้ำว่า แม้พนักงาน กฟผ.จะไปร่วมชุมนุมกับเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามสิทธิของพนักงาน แต่ กฟผ.ก็ดูแลการผลิตไฟฟ้าไม่ให้เกิดผลกระทบ หรือสร้างปัญหาไฟดับ-ไฟขาด

นายสันทัด จิรายุวัฒน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บัญชี กฟผ.กล่าวว่า ขณะนี้กำลังหารือกับกรมสรรพากร ถึงประเด็นปัญหาภาษี ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เบื้องต้นกรมสรรพากรระบุว่า สามารถผ่อนผันเรื่องการแจ้งการเสียภาษีรายได้จากภายในวันที่ 31มีนาคม ไปก่อนได้ หากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องปัญหาภาษีของพนักงาน กฟผ.

โดยแนวทางเรื่องภาษีนั้น กฟผ.ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาว่า หาก กฟผ.รับซื้อหุ้นคืนในราคาพาร์ 10 บาท/หุ้น เท่ากับพนักงาน และ กฟผ.ไม่มีรายได้จากการจำหน่าย ดังนั้น กรมสรรพากรก็น่าจะคืนภาษีที่หัก จากพนักงานในช่วงซื้อหุ้นกลับมาได้ ส่วนในอนาคตหาก มีแนวโน้มว่า กฟผ.สามารถกระจายหุ้นได้ใหม่ พนักงาน กฟผ.ก็น่าจะกลับมาซื้อหุ้นในราคาพาร์ได้เช่นกัน เพราะเมื่อมีการรับซื้อหุ้นคืนจากพนักงาน ก็เหมือนกับขบวนการขายหุ้นไม่ได้เกิดขึ้น

"ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนทั้งผู้ถือหุ้น คือ กระทรวงการคลัง-พนักงาน รวมถึงกรมสรรพากร และ กฟผ.จะต้องหาข้อสรุปในด้านต่างๆ ซึ่งหากซื้อหุ้นคืน พนักงาน กฟผ.ก็จะไม่ได้เงินปันผล แต่กระทรวงการคลังที่ถือไว้ประมาณ 6,000 ล้านหุ้น ก็จะได้รับเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2548 ในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท เช่นเดิม ส่วนเงินที่จะจ่ายคืนพนักงานกว่า 5,000 ล้านบาทนั้น ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเป็นเม็ดเงินของพนักงานที่ กฟผ.เก็บไว้ เพียงแต่ กฟผ.จะมีภาระที่จะจ่ายดอกเบี้ยที่พนักงานไปกู้มาซื้อหุ้น คาดว่าเป็นหลักร้อยล้านบาท ซึ่งจะไม่กระทบต่อการดำเนินการของ กฟผ.” นายสันทัดกล่าว

นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กฟผ. กล่าวว่า การที่ กฟผ.ไม่สามารถเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตามกำหนดขณะนี้ผู้บริหาร กฟผ.อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางระดมทุนทางอื่นเพื่อรองรับ โดยการกู้เงินเพิ่มซึ่งจะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนหรือ D/E Ratio ของ กฟผ.ปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอัตราหนี้สินต่อทุนของ กฟผ.ที่อยู่ในอัตรา 0.6 ต่อ 1 เพราะ กฟผ.ต้องใช้เงินลงทุนในการขยายงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทุนของ กฟผ.เท่าเดิม

“เหตุผลที่ กฟผ.ต้องระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการเงินทุนไปสร้างโรงไฟฟ้า และร่วมลงทุนสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยความต้องการใช้เงินลงทุนของ กฟผ.นั้น ปีนี้ความจำเป็นใช้เงินมีประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่ในปี 2550 ความต้องการใช้เงินลงทุนถึง 40,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าสงขลา บางปะกง พระนครเหนือ และพระนครใต้ หากไม่สามารถระดมทุนได้ตามช่วงเวลาที่จะใช้เงินลงทุน ก็จำเป็นต้องทบทวนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

 

แหล่งข่าว :  กรุงเทพธุรกิจ / 14 มี.ค. 49



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM