สหภาพฯการบินไทยจี้"วันชัย”ตรวจสอบคุณสมบัติบอร์ดการบินไทยทุกคน เน้นตรวจสอบ"โอฬาร ไชยประวัติ”อาศัยคำวินิจฉัยศาลปกครองตัดสิน กฟผ.เป็นบรรทัดฐานตีความคุณสมบัติ บีบลาออกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
นายสมศักดิ์ ศรีนวล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สหภาพฯ ได้ทำหนังสือถึงนายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการการบินไทย เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการการบินไทยทุกคน โดยเฉพาะนายโอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งเป็นกรรมการในกลุ่มชินคอร์ป หนึ่งในผู้ถือหุ้นของสายการบินไทยแอร์เอเชีย
“เราต้องการให้ตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการการบินไทยทุกคนว่า เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันหรือธุรกิจที่แข่งขันกับการบินไทย” นายสมศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ สหภาพฯ เห็นว่าหากผลการตรวจสอบคุณสมบัติพบว่า กรรมการคนใดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ก็ควรพิจารณาตัวเอง โดยการลาออกจากตำแหน่งกรรมการการบินไทย หากกรรมการคนดังกล่าวไม่ยอมลาออก สหภาพฯ จะดำเนินการเคลื่อนไหวต่อไป เพื่อไม่ให้การบินไทยเสียประโยชน์ ซึ่งคาดว่าการตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการการบินไทยจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์
นายสมศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า จากผลการชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด กรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีการวินิจฉัยคุณสมบัติของนายโอฬารด้วยนั้น ส่งผลให้สหภาพฯ มั่นใจว่ากรณีดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการตีความคุณสมบัติของนายโอฬาร ในตำแหน่งกรรมการการบินไทยได้อย่างแน่นอน
แหล่งข่าวจากการบินไทย กล่าวว่า กรรมการการบินไทยแต่ละคนจะรู้ตัวดีว่ามีคุณสมบัติขัดต่อ ระเบียบที่กำหนดไว้หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคนว่าจะตัดสินใจลาออกหรือไม่ ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร วานนี้นายโอฬารไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด
นายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่การบินไทย ตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการการบินไทย ตามข้อเสนอของสหภาพฯ ซึ่งต้องยอมรับว่านายโอฬาร ดำรงตำแหน่งกรรมการการบินไทยมาเป็นเวลานานแล้ว และคงต้องพิจารณารายละเอียดข้อเสนอของสหภาพฯ อย่างรอบคอบว่าต้องการให้ตรวจสอบในประเด็นใดบ้าง
นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาคดีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยระบุว่า พระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ.2548 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ขณะนี้กรมฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปตรวจสอบข้อกฎหมาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัท กฟผ.แล้ว เพื่อพิจารณาอำนาจที่กรมฯจะดำเนินการกับ กฟผ.ในเรื่องใดได้บ้าง โดยเฉพาะประเด็นการจดทะเบียนบริษัทและผู้ถือหุ้น
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า คำตัดสินศาลปกครองกรณี กฟผ.เป็นเรื่องเฉพาะของ กฟผ. ไม่ได้เป็นผลผูกมัดกับรัฐวิสาหกิจทั้งหมด
เขากล่าวว่า การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจนั้น รัฐบาลต้องมีการทบทวนนโยบายและกระบวนการต่างๆ ก่อนที่จะนำเข้าตลาด คือ ต้องมีการตั้งองค์กรกำกับดูแลที่มีอิสระและมีอำนาจจริง ไม่ได้เป็นแค่องค์กรชั่วคราว และต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลธุรกิจ เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะต้องมีมาตรการป้องกันการผูกขาด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคและนักลงทุน
แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ /30 มี.ค. 49