หยุดแปรรูปสุขภาพ ‘คนงาน’ เป็น ‘กำไร’ : SIAMHRM.COM

หยุดแปรรูปสุขภาพ ‘คนงาน’ เป็น ‘กำไร’




      ในเรื่องของการผลิต หากหักต้นทุนด้านต่างๆ ในการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งออกไปแล้ว ถามว่า ‘กำไร’ ที่ได้นั้น งอกออกมาจากไหน เรียนกันมาในวิชาเศรษฐศาสตร์ เขาบอกว่ามาจาก ‘แรงงาน’ นั่นไง เพราะค่าต้นทุนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นค่าคงที่ แต่แรงงานนั้นถูกกดให้ต่ำกว่าที่ควร เพื่อจะแปรรูปเป็นกำไร
       
        หรือตัวอย่างสมมติ...หากต้นทุนใบชาเขียว 1 บาท บวกเครื่องจักร 2 บาท น้ำ 1 บาท ขวดพลาสติก 1 บาท ค่าโน่นค่านี่ 5 บาท เมื่อราคาขายอยู่ที่ 20 บาท
       
        ส่วนที่เกินมา 10 บาทนั้น ย่อมต้องมาจาก ‘แรงงาน’
       
        หากคิดสนุกกับตัวเลขต่อไปในแบบไม่ซับซ้อน ก็น่าสงสัยนักว่า หากเอาตัวเลขที่เกินมาจากต้นทุนการผลิตทุกชนิดในประเทศไทยมารวมกัน ในแต่ละปีจะเป็นตัวเลขเท่าใด และตัวเลขนี้มันจะสมดุลใกล้เคียงค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำที่คนงานได้รับในปัจจุบันหรือไม่?
       
        ตลอดเกือบ 50 ปีของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานมาอย่างไร ด้วยตัวเลขอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (Gross Domestic Product) หรือรายได้ประชาชาติ เฉลี่ยที่ 6-7 เปอร์เซ็นต์ นับว่าไม่น้อยเลย แต่การขยายตัวนี้แยกไม่ออกจาก ปัญหาความยากจน ค่าแรงถูก ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ปัญหาจิตใจ ครอบครัว ชุมชน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ถูกแปรรูปให้เป็นกำไรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
       
        จากสถิติของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน พบว่า ในเดือนพฤษภาคม ปี 2547 มีลูกจ้างในข่ายของกองทุนเงินทดแทน จำนวน 7.62 ล้านคนจากกำลังแรงงาน 33.15 ล้านคน และมีคนงานที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานจำนวนรวมทั้งสิ้น 215,534 ราย ในจำนวนนี้ ประมาณ 600 รายที่ประสบอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
       
        การศึกษาของ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อ้างรายงานของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ยังพบว่า ในปี 2534 อันเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง ตัวเลขการบาดเจ็บจากการทำงานได้เพิ่มขึ้นไปถึงหลักแสน และเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวในเวลาเพียงแค่ 4 ปี นั่นก็คือ 216,335 รายในปี 2538 แม้เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะทำให้จำนวนผู้ประสบอันตรายลดลงมาบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
       
        เมื่อคิดอัตราการประสบอันตรายต่อลูกจ้าง 1,000 คน ระหว่างปี 2535-2539 โดยมีอัตราต่อลูกจ้าง 1,000 คนในทุกกรณี เฉลี่ยที่ 45 จากปี 2540 เป็นต้นมา พบว่า อัตราการประสบอันตรายจากการทำงานมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ มีค่าเท่ากับ 39.5 ต่อ 1,000 คน ในปี 2540, 36.2 ในปี 2541, 32.3 ในปี 2542 และ 29.9 ในปี 2546
       
        แต่เมื่อเปรียบเทียบสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งมีอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานต่อลูกจ้าง 1,000 คน อยู่ที่ต่ำกว่า 10 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานค่อนข้างสูงมาก (จาก ‘อารยะ’ ทางเศรษฐกิจ สู่ ‘หายนะ’ ของแรงงานไทย โดย รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ)
       
        เมื่อเจาะเข้าไปในรายละเอียด ในจำนวนลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานในปี 2547 ที่มี 215,534 คน พบว่าเป็นเพศชาย 172,691 คน และหญิง 42,834 คน แตกต่างกันถึง 3 เท่า ทั้งที่จำนวนลูกจ้างชายและหญิงนอกภาคเกษตรกรรมนั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน
       
        แต่อย่าเพิ่งสรุปว่า เพศชายประสบอันตรายมากกว่าเพศหญิง เพราะความจริงเป็นแต่เพียงว่า เพศหญิงนั้น อันตรายจากการทำงานไม่ได้ปรากฏให้เห็นในทันที แต่มีลักษณะของการ ‘ตายผ่อนส่ง’ อันเนื่องมาจาก ‘โรคที่มองไม่เห็น’ เพราะแรงงานหญิงส่วนมากจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้า ที่มักจะมีปัญหาการกระจายของฝุ่น ฝุ่นฝ้าย และเสียงของเครื่องจักร หรือไม่ก็อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วในกระบวนการผลิตและของเสียทางอุตสาหกรรม และแน่นอนโรคเหล่านี้มักจะถูกปฏิเสธว่า ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย
       
        อย่างไรก็ตาม จากการต่อสู้ของคนงานที่ป่วยจากการทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนาน การยอมรับว่าโรคเหล่านี้คือโรคที่เกิดจากการทำงานก็มากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวเลขที่รายงานโดยสำนักงานกองทุนเงินทดแทนในช่วงปี 2540-2544 ผู้ป่วยจากการทำงานซึ่งได้รับการวินิจฉัยและชดเชย จะเป็นผู้ป่วยด้วยโรคสารตะกั่ว โรคปอด และโรคจากเสียง โดยมีถึงครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยโรคสารตะกั่ว
       
        แต่ในปี 2547 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นผู้ป่วยในกลุ่มโรคกล้ามเนื้อและกระดูก โดยมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก รองลงมาคือ กลุ่มโรคผิวหนังจากการทำงาน โดยผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในกลุ่มโรคจากสารเคมีและโรคปอด เช่น ฝุ่นหินและฝุ่นฝ้าย มีจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา
       
        ร้ายกว่านั้น การเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ได้จบแค่การป่วย การรักษา และการชดเชย เพราะการศึกษาของ รศ.ดร.วรวิทย์ ที่ได้ศึกษา 5 กรณีตั้งแต่ กรณีคนงานเคเดอร์, กรณีโรงงานลำไยระเบิด, กรณีผู้ป่วยฝุ่นฝ้าย, กรณีผู้ป่วยชุมชนแม่เมาะ และกรณีชุมชนคลองเตยที่ถูกกระทบจากสารเคมีระเบิด ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง ‘สุขภาพและความปลอดภัยกับการมีส่วนร่วมของคนงาน/ ผู้ถูกกระทบในการกำหนดนโยบายสาธารณะ’ พบว่า มิติของผู้ถูกกระทบไม่ได้มีมิติเดียวซึ่งสามารถจะใช้เงินชดเชยมาแก้ไขได้ ผู้ป่วยจำนวนมากยังถูกปลดออกจากงาน หางานทำไม่ได้ และหลุดออกไปจากระบบการคุ้มครองแรงงาน
       
        คงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาถามกันว่า การปกป้องคุ้มครองดูแลแรงงานเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรทำหรือไม่แค่ไหน จะเป็น ‘ภาระ’ ให้กับการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน หากแต่ควรจะต้องคืนและชดเชยให้กับ ‘ต้นทุนทางสังคม’ เหล่านี้ที่ถูกขโมยไปในนามของ ‘กำไร’
       
        ข้อเสนอที่จะต้องผลักเป็นนโยบาย เช่น การให้เงินช่วยเหลือขั้นต่ำ การแก้ปัญหาผู้ป่วยหรือผู้ถูกกระทบอย่างบูรณาการ การตั้งกองทุนช่วยเหลือการดำเนินคดีทางสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ถูกกระทบ การฝึกอบรมทางด้านสุขภาพความปลอดภัย การสร้างกลไกในการป้องกันปัญหาโดยเฉพาะในโรงงาน โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนงานและสหภาพแรงงาน การปรับปรุงบทบาทของกองทุนเงินทดแทน
       
        ตลอดจนการจัดตั้งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อทำให้ประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยเป็นวาระแห่งชาติ รวมไปถึง การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่มีการทำงานแบบองค์กรอิสระ เน้นการมีส่วนร่วมของทั้ง 5 ภาคี คือ รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน รวมทั้งมีการทำงานแบบครบวงจร กล่าวคือ การป้องกัน ทดแทน รักษา และฟื้นฟู ซึ่งคนงานต่อสู้เรียกร้องมาหลายปีดีดัก จึงไม่ใช่เรื่องสวัสดิการในความหมายของ ‘ส่วนเกิน’ จากรายได้ แต่เป็นเรื่องของ ‘สิทธิ’
       
        เพื่อไม่ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลายเป็น ‘ภาระ’ กับคนงานที่เป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งก็คือ ‘เรา’ มากเกินไป
       
       คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ
       แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
       มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ




   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM