นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตระหนักถึงความสำคัญของเพื่อนมนุษย์ที่จะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
ตามหลักมนุษยธรรม การที่แรงงานต่างด้าวทยอยย้ายถิ่นฐานจากบ้านมาประกอบอาชีพในประเทศไทย หมายความว่าเขาต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ประกอบกับประเทศไทยขาดกำลังแรงงานที่ทำงานบางประเภท ซึ่งนายจ้างและสถานประกอบการเมื่อได้จ้างแรงงานต่างด้าว จะต้องปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวเช่นเดียวกับแรงงานไทย โดยต้องได้รับการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่ปัจจุบันสถานประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และยังมีการเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว เนื่องจากเห็นว่าแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไม่สามารถพูดและฟังภาษาไทยได้ และไม่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายแรงงานของประเทศไทย จึงทำให้นายจ้างมักจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด
อีกทั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองกำหนดให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติ (พม่า ลาว กัมพูชา) รายงานตัวขึ้นทะเบียนขออนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางานและเมื่อเข้ามาทำงานจะถือเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวจากประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า ลาว กัมพูชา อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยทั้งสิ้นเป็นจำนวน 705,293 คน แยกเป็นชาวพม่า 539,416 คน ลาว 90,073 คน และกัมพูชา 75,804 คน
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นเพื่อให้ลูกจ้างแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ได้รับทราบว่ามีหน่วยงานที่จะให้ความคุ้มครอง และได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง "การให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541" ขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สื่อข่าว ได้ทราบนโยบาย ภารกิจหน้าที่ ความรับผิดชอบแนวทางการให้ความคุ้มครองแก่แรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายให้ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนบุคคลทั่วไปในการให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าว การสัมมนาครั้งนี้มีระยะเวลา 2 วัน ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัด และผู้สื่อข่าวจากสื่อมวลชนจำนวน 100 คน.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส