ส.อ.ท.จี้เร่งผลิตแรงงานป้อนกว่า 50,000 คน หวั่นใน 2 ปี ฉุดยอดส่งออกต่ำกว่า 20% พร้อมจับมือ สศอ.กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาแรงงานป้อนภาคอุตสาหกรรม ด้าน "สมศักดิ์" เตรียมเสนอออกมาตรการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรม ก่อนกระทบการผลิต
นายขัตติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเสนอครม.วางมาตรการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จำเป็นเร่งด่วน ก่อนจะกระทบต่อการผลิตและส่งออกของประเทศ โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ที่มีฝีมือและกึ่งฝีมือจำนวนมาก และคาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าจะมีปัญหาขาดแรงงานกว่า 5 หมื่นคน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนและส่งออก โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มปีละ 20% ทำให้แรงงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะที่การผลิตแรงงานจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ส.อ.ท.จึงต้องการให้รัฐให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เพราะมีผลต่อการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
"เฉพาะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นั้น หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ จะทำให้ภายใน 1-2 ปี ยอดส่งออกจะถดถอยและลดต่ำกว่า 20% ต่อปีแน่นอน โดยปีนี้ยอดส่งออก คาดว่าจะมีมูลค่า 1.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท " นายขัตติยา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เบื้องต้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้วีธีเพิ่มค่าล่วงเวลาเพื่อผลิตสินค้าให้ทันความต้องการ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กรมพัฒนาฝีมือแรงงานรับรองจะผลิตแรงงานป้อนให้ได้ 1.2 หมื่นคน ภายใน 2 ปี
นายขัตติยา กล่าวด้วยว่า ส.อ.ท.จะเสนอกระทรวงอุตสาหกรรมให้ช่วยเหลือด้วย ซึ่งขณะนี้ได้หารือกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาแรงงานให้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ด้าน นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา พัฒนาบุคลากรป้อนตลาดแรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจากการสำรวจด้านบุคลากรของโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ผู้ประกอบการต้องการช่างฝีมือแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ