|
นายไพศาล ศรไสว รองปลัดกระทรวงแรงงานเผยว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่ยากจนกว่าไปยังประเทศที่มั่งคั่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ดังนั้นหลายประเทศจึงได้กำหนดนโยบายการนำเข้าแรงงานต่างด้าวขึ้น โดยการใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นบรรทัดฐานวัดความสามารถก่อนรับเข้าทำงาน ประเทศไทยนับเป็นที่ทั้งนำเข้าและส่งออกแรงงาน โดยแรงงานที่นำเข้าส่วนใหญ่คือ ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนประเทศที่รับแรงงานไทยในภูมิภาคนี้คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งกำหนดให้แรงงานต่างด้าวต้องผ่านการทดสอบทั้งทักษะฝีมือ ภาษา และวัฒนธรรม
จากการประชุมครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างภาครัฐและเอกชนและลูกจ้างของ 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน และ ไทย เพื่อหาแนวทางในการจัดทำร่างข้อตกลงการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานกลาง รวมทั้งรูปแบบการฝึกอบรมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแรงงานก่อนเข้าทำงานและลดค่าใช้จ่ายในการทดสอบแรงงาน เพื่อเข้าไปทำงานในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าด้วย ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แรงงานไทยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศเป็นจนำวน 16,894 คน โดยส่วนใหญ่ต้องการไปทำงานในภูมิภาคเอเซีย เช่น ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ กาตาร์ และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ผู้แทนแต่ละประเทศจะนำผลการประชุมไปประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดร่างมาตรฐานฝีมือแรงงานขึ้นมาก่อนจะมีการประชุมใหญ่อีกครั้ง คาดว่าในที่สุดข้อตกลงจะเกิดขึ้นนั้นจะช่วยให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเกิดผลสัมฤทธิ์ในเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และลดขั้นตอนต่างๆ ลงไป ขณะเดียวกันนายสมพร ใช้บางยาง ผวจ.สงขลา กล่าว่า ขณะนื้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเลในจังหวัดสงขลา ยังขาดแคลนแรงงานอีกกว่าสองหมื่นคน และมีความจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทดแทนแรงงานจากภาคอีสาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากมีการจำกัดการนำเข้าแรงงาน ซึ่งเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก การประชุมครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ส่งและผู้รับมีแนวทางในการปฏิบัติที่ตรงกัน ซึ่งจะลดขั้นตอนการนำเข้าลงได้ หากผู้ส่งแรงงานรู้กฎระเบียบและมาตรฐานของประเทศไทย.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส |