| สหภาพแรงงาน ทีโอที ท้วงนโยบายควบรวมกับ กสท. หลังเจอวาระซ่อนเร้นเสนอบอร์ด 10 สิงหาคมนี้ เหมือนรับใบสั่งเร่งแนวทางควบรวม โดยไร้การสอบถามความชัดเจนจากพนักงานทั่วประเทศ ตั้งข้อกังขาจากปัจจัย 5 ข้อ ไม่เอื้อต่อการควบรวม ยิ่งเป็นรัฐบาลรักษาการไม่ควรทำก่อนส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจแทน นายสมชัย แนวพานิช กรรมการ สรท. เปิดเผยว่า ได้รับทราบข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จะมีวาระสำคัญบรรจุเข้าเป็นวาระเร่งด่วน ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เรื่อง การควบรวมกิจการ ทีโอที กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม เข้าด้วยกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นถือเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่งขององค์กรในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่การควบรวมนั้นในระหว่างนี้ยังเป็นเพียงแค่ความเห็นข้อมูลในเบื้องต้นของฝ่ายบริหาร แต่ยังไม่ได้มีการสอบถามความเห็นรวมถึงการให้ข้อมูลถึงผลดี ผลเสีย และประโยชน์ต่อองค์กรแก่พนักงานถึงแนวทางและการควบรวม ซื่งการควบรวมทางกลุ่มพนักงานยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นการควบรวมในรูปแบบใด เช่น การจัดตั้งบริษัทกลาง(โฮลดิ้ง)เข้ามาดูแล เพื่อจัดสรรธุรกิจบริการ หรือ ยุบหน่วยงานทั้ง 2 แห่งแล้วจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้พนักงานจำนวนหนึ่งยังมีความคิดเห็นไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง ทีโอที และกสท เข้าด้วยกัน เพราะขณะนี้ยังมีปัจจัยหลายด้าน ที่ยังไม่มีความชัดเจนและมีความเหมาะสมกับการดำเนินการดังกล่าวแบบเร่งรีบ เช่น 1. ขณะนี้ ทีโอที อยู่ระหว่างรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีแปรสภาพองค์การโทรศัพท์ เป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)โดยมิชอบ จึงควรรอให้เกิดความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน เพราะหากมีการดำเนินการในสิ่งที่เป็นนโยบายมากกว่านี้ ก็จะยากยิ่งขึ้น หากศาลพิพากษาว่าการแปรรูปเป็นไปโดยมิชอบ 2.ขณะนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่สำคัญเชิงนโยบายต่อประเทศ ที่เป็นการเพิ่มภาระผูกพันให้รัฐบาลที่มาใหม่จะต้องปฏิบัติตาม 3.หากรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความจริงใจที่จะส่งเสริมการดำเนินการของหน่วยงานทั้ง 2 แห่ง เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งจริงคง ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เพราะที่ผ่านมาในช่วงตอนต้นรัฐบาลนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน ก็พร้อมที่จะสนองนโยบายในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่รีบดำเนินการ กลับเร่งรีบในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) 4. ขณะนี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ยังขาดกรรมการผู้จัดการใหญ่ และอยู่ระหว่างการสรรหา ในการเข้ามาทำหน้าที่บริหารดูแลรับผิดชอบองค์กร และ 5.การควบรวมดังกล่าว จะส่งกระทบรุนแรงต่อสัญญาร่วมการงานที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ทำไว้กับบริษัทเอกชนร่วมการงาน “หากเป็นไปได้ ทางกระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที ก็ควรเข้ามาบอกถึงรายละเอียดและเหตุผล หรือ พูดออกมาเป็นนโยบายให้ชัดเจน มากกว่าการมอบหมายผ่านบุคคล เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญอย่างยิ่ง” นายสมชัยกล่าวว่า นโยบายการควบรวม ทีโอที ได้เคยมีศึกษาและดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีการดำเนินการ ซึ่งทำให้พนักงานเกิดสับสน ถึงแม้จะมีการอ้างถึงเหตุผลในเชิงที่ถูกต้อง แต่รายละเอียดหรือนโยบายที่ให้ดำเนินการ ไม่มีเคยมีความชัดเจน แต่การควบรวมครั้งนี้นั้นมีข้อสังเกตุ คือ การเข้ามาดำเนินการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเหมือนกับมีอะไรที่แอบแฟงอยู่ในการให้มีคำสั่งควบรวมเข้ามาเป็นประเด็นในช่วงนี้ นายชัยพฤกษ์ สิทธิศักดิ์ ผู้จัดการศูนย์คดีสาธารณะ ทีโอที ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องในคดีดังกล่าว กล่าวว่า ได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายให้กับศาลไปแล้วในวันนี้ ขั้นตอนต่อไปคงเป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มีอยู่ และมีการสั่งปิดคดีต่อไป คาดว่าประมาณเดือนตุลาคมนี้การพิจารณาแล้วเสร็จ และมั่นใจว่าจากข้อมูลและหลักฐานต่างๆที่ยื่นไป จะมีโอกาสให้ ทีโอที กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมแน่นอน นายชาตรี สหเวชชภัณฑ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงิน ทีโอที กล่าวว่า การควบรวมที่จะเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับทางฝ่ายบริหารและบอร์ดเป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจ แต่ในความเห็นส่วนตัวการควบรวมจะเป็นการจัดตั้งและปรับการแข่งขันด้านบริการให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะแง่การลงทุน ที่รัฐจะให้งบมาเพียงก้อนเดียว และลงทุนเพียงครั้งเดียว หากเป้นสององค์กรจะต้องให้งบมาสองส่วน และนำไปลงทุนสร้างบริการในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการนำงบมาลงทุน สำหรับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การควบรวมนั้นไม่มีผลแต่อย่างใด หากดำเนินการในแง่ของโฮลดิ้ง โดยจะสามารถนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนและกระจายหุ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวโฮลดิ้ง ส่วนของทีโอที กสท เอง หรือ จะให้รายหนึ่งรายใด ที่พร้อมก็จะเข้าตลาดได้และจะส่งผลดีอย่างยิ่งในแง่ของมูลค่าหุ้น จากปัจจัยทางธุรกิจ ที่ได้มีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน “เรื่องควบรวมยังไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องคดีฟ้องร้องระหว่างทีโอที กับ ทรู และ ทีทีแอนด์ที ในเรื่องค่าเชื่อมโยง จะควรนำมาเป็นเรื่องที่ต้องระวัง หาก ทีโอที เกิดแพ้ จะมีผลเสียต่อองค์กรอย่างมากในแง่ของเงินทางบัญชี ที่จะมีปัญหาในด้านค่าชดใช้ หาก ทรู ชนะ ทีทีแอนด์ที อาจจะชนะตาม หากคดียุติออกไปในลักษณะดังกล่าว จะส่งผลให้ ทีโอที ได้รับผลกระทบทางด้านการเงินย่างแน่นอน” ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะนี้ ทีโอที ได้มีการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อรับการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บอร์ด ได้มีมติยกเลิกการจ้าง นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ เมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ผ่านคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทำสัญญาไว้ร่วมกัน ทั้ง รายได้ บริการ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเสริมจุดแข็งหรือสร้างรายได้ทดแทน บริการโทร.พื้นฐาน- สาธารณะ โดยได้มีกำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 1- 20 สิงหาคม 2549 ซึ่งเบื้องต้นได้มีบุคคลภายในได้ให้ความสนใจเข้ารับการสรรหาแล้ว อาทิ นายสมควร บูรมินเหนทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายพรชัย มีมาก อดีตประธานสหภาพแรงงานฯทีโอที เป็นต้น และการสรรหาครั้งนี้ ได้มีการระบุคุณสมบัติผู้เข้าสมัครอีกด้วยว่า มีความสามารถในการบริหารจัดการ และ มีทักษะในการติดต่อสื่อสารได้เป็นอย่างดี ทั้งภายในและต่างประเทศ สามารถนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากกรรมการองค์กรและรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ มีวิสัยทัศน์มนุษยสัมพันธ์ที่ดี หากเคยเป็นผู้บริหารองค์กรเอกชน จะต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี หรือ มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองผู้บริหารสูงสุด
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |