ไทยได้โควตา ส่งแรงงานไปเกาหลี แบบรัฐต่อรัฐ หมื่นคน คาดนำเงินตราเข้าประเทศปีละกว่า 3 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม "สมศักดิ์" วอนรัฐบาลเกาหลีเข้มงวดนายจ้างโหด พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ไทยเข้าดูแลใกล้ชิด ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเกาหลี รับปัญหามีมาก พร้อมลงดาบนายจ้างทำผิด
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ทำบันทึกข้อตกลง MOU ว่าด้วยเรื่องการจ้างแรงงานต่างประเทศ ร่วมกับนายลี ซัง ซู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนายสมศักดิ์ กล่าวว่า แรงงานไทยที่เข้ามาทำงานในเกาหลีที่ถูกกฎหมายขณะนี้มี 2 ระบบ คือ ระบบใบอนุญาตการทำงาน หรือระบบจัดส่ง แบบรัฐต่อรัฐและระบบฝึกงานระบบใบอนุญาตการทำงาน หรือจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ (EPS) ซึ่งจัดส่งมาตั้งแต่ปี 2547 ตั้งแต่จัดส่งมามีแรงงานไทยในเกาหลีตามระบบนี้ จำนวน 12,000 คน และระบบดังกล่าวได้หมดสัญญาโดยสัญญามีระยะเวลา 2 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงเห็นร่วมกันที่จะทำการต่อสัญญาเพิ่มไปอีก 2 ปี ซึ่งโควตาที่สาธารณรัฐเกาหลีให้ประเทศไทยนั้นจำนวน 20,000 ตำแหน่ง
ส่วนรายละเอียดการจัดส่งคนหางานไปเกาหลี จำนวน 11,000 คน ใน 5 สาขาอาชีพ โดยเป็นสาขาอาชีพเดิม 3 สาขา คือ 1) โรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 10,200 คน 2) งานก่อสร้าง จำนวน 50 คน 3) งานเกษตร จำนวน 200 คน และยังได้สาขาอาชีพใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา คือ งานประมง จำนวน 500 คน และงานบริการ จำนวน 50 คน โดยคาดว่าจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ที่แรงงานร้องเรียนมา อาทิ นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามสัญญา ทำงานล่วงเวลาแล้วไม่ได้รับค่าจ้าง โดนลวนลามทางเพศ รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ เป็นต้น ได้ขอให้กระทรวงแรงงานของเกาหลีให้เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เอาผิดนายจ้างที่ทำผิดกฎหมาย โดยให้ยึดหลักมนุษยธรรม และได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศเกาหลีให้เข้าไปดูแลเอาใจใส่ คอยช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาและเข้าไปพบปะกับนายจ้างเป็นครั้งคราว ส่วนลูกจ้างที่จะส่งไปทำงานในเกาหลี กระทรวงแรงงานก็คงจะต้องเข้มงวด ฝึกอบรม ภาษาวัฒนธรรมการเป็นอยู่ การระบบการทำงานของชาวเกาหลีเพื่อให้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้ปัญหาหายไปในที่สุด
ขณะที่นายลี ซัง ซู รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงานสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า กรณีคนไทยนั้นตนจะกำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวง พร้อมขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสัญญาจ้าง การทำงานล่วงเวลา
แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ