หลายปีมาแล้วที่ภูมิภาคเอเชียติดโผในฐานะแหล่งที่น่าลงทุนที่สุด เนื่องจากมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานที่มีราคาต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ทำให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ แห่เข้ามาลงทุนในเอเชียกันอย่างคึกคัก
แต่ดูท่าว่ามนต์ค่าแรงต่ำของเอเชียจะเริ่มคลายความขลังเสียแล้ว เพราะผลสำรวจ ความคิดเห็นของบริษัทข้ามชาติล่าสุดที่จัดทำโดย "รอเอล สปี" บริษัทให้คำปรึกษาในเครือไอบีเอ็มนั้น ส่งสัญญาณว่า ลำพังความได้เปรียบเรื่องค่าแรงและการตั้งโรงงานที่มีต้นทุนต่ำไม่ใช่สิ่งที่บริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญมากที่สุดอีกต่อไปแล้ว
หากแต่เป็นเรื่องของความใกล้ชิดกับลูกค้าและบรรดาซัพพลายเออร์ต่างหากที่บริษัท เหล่านี้ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ
ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานถึงผลสำรวจดังกล่าวที่ตั้งข้อสังเกตว่า การเอาต์ซอร์ซ ภาคการผลิตและบริการที่บูมสุดๆ มาตลอดหลายปีมานี้ในตลาดเกิดใหม่ อาทิ จีน และอินเดีย อาจจะกำลังลดความร้อนแรง ลงแล้ว
โดยรายงานฉบับนี้เน้นศึกษาเฉพาะแผนลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ หรือ FDI ของบริษัทข้ามชาติทั่วโลก ซึ่งพบว่าในปี 2548 ภูมิภาคยุโรปดึงดูดการลงทุนตั้งโรงงานใหม่และโครงการใหม่ๆ ไปถึง 39%
ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีตัวเลข FDI เพียง 31% และภูมิภาคอเมริกาเหนือมีเพียง 18% เท่านั้น เมื่อเทียบกับในปี 2547 ที่ยุโรปและเอเชียมีตัวเลข FDI เท่ากันที่ 35%
ขณะเดียวกันภูมิภาคยุโรปตะวันตก นำโดยอังกฤษและฝรั่งเศส ก็กำลังกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจของบริษัทข้ามชาติในเรื่องการเพิ่มมูลค่า
อาทิ ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งได้กลายเป็นแรงกดดันที่ส่งไปยังเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาให้เร่งเพิ่มทักษะและระดับการศึกษาของแรงงานของตัวเองให้เป็นไปตามเทรนด์ดังกล่าวด้วย
"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง ก่อนหน้านี้ได้ทำให้บริษัทข้ามชาติที่จะไป ลงทุนในต่างประเทศหันมาสนใจประเด็น เรื่องความใกล้ชิดกับตลาด ซัพพลายเออร์ และนโยบายของประเทศนั้นๆ มากกว่า จะพิจารณาแค่ปัจจัยเรื่องต้นทุนที่ต่ำ เพียงอย่างเดียว" รายงานของรอเอล สปี ระบุ
ผลสำรวจนี้ยังระบุด้วยว่า กระแส โลกาภิวัตน์ การเพิ่มทุน และกระแส การค้านั้น ได้ทำให้บริษัทต่างๆ ใช้ศักยภาพในการแข่งขันระหว่างภูมิภาคเพื่อ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลจากการลงทุน
"จีน เดอเปรซ" หัวหน้าประจำภูมิภาคอเมริกาของบริษัทให้คำปรึกษาของไอบีเอ็ม กล่าวว่า บริษัทที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนในต่างประเทศมีทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น เพราะได้รับอานิสงส์จากการแข่งขันในเรื่อง FDI ระหว่างประเทศและภูมิภาคต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่
แต่แม้ความได้เปรียบเรื่องค่าแรงในเอเชียจะเริ่มน้อยลง แต่โครงการลงทุนในจีนและอินเดียยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนในการสร้างงานในประเทศทั้งสอง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ยังคงมีความได้เปรียบเรื่องค่าแรงอย่างเข้มข้น มีภาคการผลิตขนาดใหญ่ และมีโครงการด้านบริการต่างๆ
จากผลการสำรวจที่วัดการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยไม่รวมการควบรวมกิจการและเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น พบว่าทุกๆ การลงทุน 8 ดอลลาร์จากบริษัทข้ามชาติจะเป็นการลงทุนในจีน 1 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 40 พันล้านดอลลาร์
ส่วนอินเดียนั้นยังคงได้รับประโยชน์จากการจ้างงานอย่างเด่นชัด โดยการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติมีส่วนสร้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 ตำแหน่งในปี 2548
ขณะที่ในภูมิภาคยุโรปนั้น สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีการลงทุนจาก ต่างชาติมากที่สุดในปีที่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของโปรเจ็กต์ลงทุนที่เข้ามาทั้งหมดในภูมิภาค ตามมาด้วยฝรั่งเศสที่มีสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติ 19%
หน้า 16
แหล่งข่าว : ประชาชาติธุรกิจ