|
รัฐเร่งแก้วิกฤติแรงงาน-โรดโชว์วิตกทุนต่างชาติหนีซบเพื่อนบ้าน
|
| ผู้จัดการรายวัน- สมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนแรงงานด่วนหวั่นกระทบลงทุนไทยวูบยาว พร้อมให้เร่งโรดโชว์ดึงความเชื่อมั่นต่างชาติแจงเหตุการปฏิรูป พร้อมเร่งปรับกฏหมายลงทุนใหม่ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มและลดความซ้ำซ้อนการทำงานของราชการ คาดหวัง2 เดือนสุดท้ายยอดขายนิคมฯรวมเพิ่ม 15% ชี้ หลังวิกฤติการเมืองฉุดยอดขายหายไปเกือบ 2,000 ไร่คิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท นายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้สมาคมฯได้เข้าพบนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการเร่งส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมกำลังขาดแคลนจนมีผลให้หลายอุตสาหกรรมที่จะตัดสินใจมาลงทุนในไทยต้องหันไปลงทุนเพื่อนบ้านแทนเช่น เวียดนาม มาเลเซียและจีน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องปรับการศึกษาใหม่ให้ส่งเสริมการเรียนวิชาชีพที่ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานของไทยให้มากขึ้น “เราขาดแรงงานระดับกลางมากโดยเฉพาะระดับปวส. ที่เรียนมาแทนที่จะเข้าระบบทำงานก็ปรากฏว่าไปเรียนปริญญาตรีต่อ ทำอย่างไรให้จุดนี้เข้ามาทำงานได้ ซึ่งคงต้องปรับระบบการศึกษาใหม่ที่จะต้องทำให้คนมีการศึกษาและตรงกับความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการสร้างคนไทยให้มีภาษาที่ 2 ซึ่งเวียดนามยังมีฝรั่งเศส และอังกฤษที่เป็นพื้นฐานสำคัญ”นายทวิชกล่าว นอกจากนี้รัฐบาลควรจะต้องเร่งโรดโชว์นักลงทุนต่างชาติให้กลับมาเชื่อมั่นให้มากขึ้นเพราะแม้ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมืองที่ไม่มีผลกระทบใดๆ แต่ต่างชาติส่วนใหญ่ก็ไม่สนับสนุนการทำปฏิวัติ ขณะเดียวกันควรปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอที่จะต้องให้สิทธิประโยชน์สูงสุด พร้อมกับแก้ไขกฏหมายการลงทุนต่างๆ ให้ลดความซ้ำซ้อนการตั้งโรงงานลงที่ปัจจุบันกระบวนการขออนุญาตที่จะต้องผ่านทั้งจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ใช้เวลาเกือบ 1 ปีทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนอย่างมาก ฯลฯ นายทวิชกล่าวว่า หลังจากการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มกลับสู่ภาวะปกติแต่ระยะสั้นยังมีกระแสข่าวเรื่องคลื่นใต้น้ำต่างๆ หากจุดนี้นิ่งได้ก็จะทำให้การลงทุนน่าจะกระเตื้องมากกว่าปัจจุบัน ดังนั้นคาดว่ายอดขายนิคมอุตสาหกรรมโดยรวมในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% หรือ 500 กว่าไร่จากเดิมที่ประเมินว่ายอดขายนิคมฯทั้งปีจะอยู่ที่ 4,000 ไร่แต่ปัจจุบันมียอดขายรวมเพียง 2,000 ไร่เท่านั้นเนื่องจากยอมรับว่าวิกฤติการเมืองช่วงต้นปีได้ฉุดการลงทุนไปถึง 50% “ ยอดขายที่หายไป 50% หรือกว่า 1,500 ไร่คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาทหากรวมกับเงินลงทุนเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนในนิคมฯแล้วหายไปก็คิดเป็นเงินอีกกว่า 8 หมื่นล้านบาท ก็คงต้องลุ้น 2 เดือนที่เหลือเพราะถือว่าช่วงนี้คือรถไฟขบวนสุดท้ายแล้วหากยอดขายเพิ่มขึ้นมาได้ 15% ก็ถือว่าดีแล้วที่จะเข้าไปช่วยไม่ให้ยอดขายนิคมฯโดยรวมลดต่ำถึง 50% และคิดว่าการลงทุนไทยคงจะต้องไปติดตามในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550 ว่าจะไปฟื้นช่วงนั้นมากน้อยเพียงใด”นายทวิชกล่าว
แหล่งข่าว :หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|