ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ : ฝันที่เป็นจริงของ"รากแก้ว" : SIAMHRM.COM

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ : ฝันที่เป็นจริงของ"รากแก้ว"




ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า
และแล้วฝันของชาวเศรษฐกิจรากแก้ว หรือเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นจริงแล้วหนึ่งฝันคือ การมีอำนาจซื้อหรือมีรายได้สูงขึ้น

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ผ่านมา มีมติรับทราบตามประกาศกระทรวงแรงงานฉบับใหม่ ที่กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ซึ่งมีการปรับขึ้นทั่วประเทศและให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางได้มีมติปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3-7 บาททั่วประเทศ

สำหรับกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ปรับสูงสุด 7 บาท เป็นวันละ 191 บาท ขณะที่จังหวัดน่านปรับขึ้นเพียง 3 บาท และจังหวัดส่วนใหญ่ได้รับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 4-5 บาท

ทั้งนี้ ครม.อนุมัติให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 3-7 บาท ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยเห็นชอบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานวันละ 143 บาท โดยกทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเป็นวันละ 191 บาท ภูเก็ต 186 บาท ชลบุรี 172 บาท สระบุรี 168 บาท นครราชสีมา 162 บาท ระยอง 161 บาท ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ระนอง 160 บาท เชียงใหม่ พังงา 159 บาท กระบี่ เพชรบุรี 156 บาท กาญจนบุรี จันทบุรี ลพบุรี 155 บาท ราชบุรี สมุทรสงคราม สระแก้ว 154 บาท ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี สงขลา สิงห์บุรี อ่างทอง 152 บาท จังหวัดเลย อุดรธานี 150 บาท ชุมพร ตราด ลำปาง ลำพูน สุโขทัย สุพรรณบุรี 149 บาท กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม นครศรีธรรมราช นราธิวาส บุรีรัมย์ ปัตตานี ยะลา สตูล หนองคาย 148 บาท กำแพงเพชร ตาก นครนายก นครสวรรค์ พัทลุง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุราษฎร์ธานี อุตรดิตถ์ 147 บาท ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู อุทัยธานี 146 บาท พิจิตร แม่ฮ่องสอน สุรินทร์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ 145 บาท พะเยา แพร่ 144 บาท และน่าน 143 บาท

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ แต่เป็นเรื่องที่ได้มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ศกนี้

โดยตัวแทนผู้นำแรงงานจากเครือข่ายคณะกรรมการสมานฉันท์ ได้เข้ายื่นหนังสือขอปรับอัตราค่าจ้างต่อรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นเป็นวันละ 233 บาท หรือเดือนละ 7,000 บาท (เพราะอัตราค่าจ้างขั้นต่ำก่อนที่จะมีการปรับในปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานในกรุงเทพฯ อยู่ในอัตราวันละ 184 บาท ซึ่งหากทำงานทั้ง 30 วันโดยไม่มีวันหยุด จะได้รับค่าแรงเพียงเดือนละ 5,520 บาทเท่านั้น)

ในวันที่ 20 กรกฎาคม ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางในครั้งที่ผ่านมามีมติให้ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำตามที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมา 35 จังหวัดในอัตรา 1-7 บาท โดยให้มีผลภายหลังวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ขณะที่อีก 41 จังหวัดที่เหลือ (ซึ่งรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล) คณะอนุกรรมการจังหวัดเสนอให้ไม่ปรับเนื่องจากเห็นว่าได้มีการปรับไปแล้วเมื่อปลายปี 2548 ประกอบกับค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อของจังหวัดเหล่านี้ไม่อยู่ในสภาวะที่ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อน อย่างไรก็ตามคณะกรรมการค่าจ้างกลางจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างใน 41 จังหวัดที่เหลืออีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้

ต่อมา ในวันที่ 21 กรกฎาคม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาลชุดที่แล้ว กล่าวถึงคณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 35 จังหวัด ในอัตรา 1-7 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ว่า ไม่เห็นด้วยกับตัวเลขดังกล่าว เพราะเป็นการปรับขึ้นในสัดส่วนที่น้อย และมีอีก 41 จังหวัดที่ไม่มีการปรับขึ้น

ดังนั้น มติของคณะกรรมการค่าจ้างกลางอาจมีอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ในบางส่วน จึงคิดว่าจะยังไม่ลงนามในคำสั่ง ซึ่งหากปรับขึ้นน้อยก็เห็นว่าไม่น่าปรับขึ้นในขณะนี้ แต่ควรไปรวมกับปลายปีที่จะปรับค่าจ้างใหม่ให้มีผลบังคับในปี 2550 ทีเดียวเช่นเดิม

นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างควรต้องทำพร้อมกันทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติให้ปรับแค่ 35 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังประสบภาวะค่าครองชีพสูง จึงอยากให้พิจารณาดูตัวเลขค่าจ้างให้สอดคล้องกัน โดยอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ของกระทรวงการคลัง ที่ได้ศึกษามาแล้วว่าหากขึ้นค่าจ้าง 10 บาท นายจ้างและโรงงานก็ยังอยู่ได้และไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก ค่าจ้างขั้นต่ำจะจ่ายให้กับแรงงานที่เพิ่งเข้าสู่กระบวนการทำงานใหม่ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก

ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาลชุดที่แล้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่สั่งทบทวนมติของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง เพราะคำนวณแล้วเชื่อว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรสูงกว่าที่เป็นอยู่ แต่รู้สึกเสียดายที่การเสนอให้มีปรับค่าจ้างครั้งนี้อยู่ในช่วงดังกล่าวเพราะจะถูกโจมตีว่าเป็นการหาเสียง จึงอยากให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา

จะสังเกตได้ว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้น เป็นเรื่องที่มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปีนี้ครับ ซึ่งได้ข้อสรุปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ตกลงให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพร้อมกันทีเดียวทั่วประเทศจำนวน 3-7 บาทต่อวัน

แน่นอนครับว่าผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำต่อระบบเศรษฐกิจคงมีบ้างแต่จะมากน้อยเพียงใดต้องพิจารณาเพิ่มเติมครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ควรจะเป็นนั้นควรเป็นค่าจ้างต่อวันที่แรงงาน (ในทางปฏิบัติควรรวมถึงแรงงาน คู่สมรสและบุตร) มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพในชีวิตประจำวันครับ ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดจึงไม่เท่ากันเนื่องจากแต่ละจังหวัดมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน

การปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้งนั้น จะมีการปรับเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นเพื่อให้แรงงานอำนาจซื้อเท่าเดิมให้เพียงพอต่อการดำรงชีพและมีเงินเหลือเก็บบ้างเล็กน้อย

โดยปกติการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะมีการปรับขึ้นให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจะปรับให้เท่ากับหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยปกติ นอกจากนี้ การปรับค่าจ้างจะปรับขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

เช่น ในปี 2541-2543 จะไม่มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 (ดังแสดงในตาราง)

คำถามข้อแรกที่ต้องตอบคือ การปรับค่าจ้างในครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่ ต้องตอบว่า “เหมาะสม” เนื่องจากการปรับในปีนี้ มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจาก 3-7 บาทหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8% แม้ว่าจะดูน้อยไปบ้าง แต่ถือว่าสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

อีกทั้งการปรับค่าจ้างสูงขึ้นในครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นค่าจ้างในสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมากทั้งจากการที่ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินทรงตัวในระดับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูง และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดังนั้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นใหม่นี้น่าจะเป็นสถานการณ์ที่นายจ้างจะรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้

สำหรับคำถามที่สองคือ “การปรับค่าจ้างในครั้งนี้มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด” ต้องตอบว่า การปรับขึ้นค่าแรงงาน 3-7 บาทนั้น จะทำให้แรงงานมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่วงเงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นการเพิ่มเงินให้กับผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่เป็นการเพิ่มให้กับประชาชนทั่วไปที่เป็นมนุษย์เงินเดือน การปรับค่าแรงสูงขึ้นเป็นการปรับเพื่อลดผลกระทบทางสังคมมากกว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

และการปรับค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้นจะไม่กระทบต่อภาวะเงินเฟ้อมากนัก เนื่องจากสัดส่วนของค่าแรงต่อราคาสินค้ามีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงน่าจะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการโดยทั่วไปสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดจะแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม แล้วแต่ว่าอุตสาหกรรมใดใช้แรงงานมากก็จะได้รับผลกระทบมาก

ทั้งนี้สินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงจะเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานคนมากกว่าใช้เครื่องจักร เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้า อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ซึ่งอุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 3-7 บาทต่อวันนั้น ถือเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เพราะทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 9%)

 

 

ที่มา :  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM