ปลัดแรงงานตั้งทีมสอบ6เรื่องฉาว การติดตั้งระบบสารสนเทศ 2.8 พันล้าน บัตรส่วนลดซื้อสินค้า 16 ล้าน เช่าคอมพิวเตอร์ เงินทันตกรรมและคลอดบุตร ใช้กองทุนสปส.เล่นหุ้น รวมทั้งซื้อตึกวัฏจักร 500 ล้าน จี้เลขาฯสปส. แจงปมนำกองทุน 480 ล้านสร้างศูนย์ฟื้นฟูคนงานเชียงใหม่-ขอนแก่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล หากพบการเมืองเอี่ยวยื่น ป.ป.ช.ฟัน "สมศักดิ์ เทพสุทิน"ออกหนังสือแจงความคืบหน้ากรณีการจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักรของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อปรับปรุงและตกแต่งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่ 6 และศูนย์ฝึกอบรม มูลค่า 500 ล้านบาท ซึ่งแม้นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ รองปลัดกระทรวงแรงงานและอดีตเลขาธิการ สปส. ได้ยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เซเว่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำที่ดินดังกล่าวมาขายแล้วก็ตาม แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารต่างๆ พบว่ามีข้อพิรุธส่อเค้าไม่โปร่งใสและทำให้ราชการเสียหาย และได้มีการเรียกร้องให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้ทำผิดและพัวพันมาลงโทษนั้น
นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทวงแรงงาน แถลงว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องในเรื่องต่างๆ จำนวน 6 คณะ ประกอบด้วย 1.กรณีติดตั้งระบบสารสนเทศด้านแรงงาน มูลค่า 2.8 พันล้านบาท มีนายทรงศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นประธาน 2.การอนุมัติเงิน สปส.จำนวน 16 ล้านทำบัตรส่วนลดซื้อสินค้า มีนายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นประธาน 3. การเช่าระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ os/390 มีนางอัมพร นิติสิริ ผู้ตรวจฯเป็นประธาน 4.เรื่องการอนุมัติเงิน สปส.เพื่อใช้จ่ายกรณีทันตกรรมและคลอดบุตร มีนายแพทย์สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธาน 5.การนำเงินกองทุน สปส.ไปลงทุนต่างประเทศและซื้อหุ้นในบริษัทตลาดหลักทรัพย์ มีนายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประธาน และ 6.การซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักรมูลค่า 500 ล้านบาท มีนายสถาพร จารุภา ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน
นายจุฑาธวัชกล่าวว่า ทั้งนี้ยังได้สั่งการให้นายสุรินทร์ จิรวิศิษฏ์ เลขาธิการ สปส.ชี้แจงเรื่องการจัดสรรเงินกองทุน สปส.ให้กับสภาองค์กรลูกจ้างและนายจ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่อย่างไร รวมทั้งกรณีนำเงินกองทุนจำนวน 480 ล้านบาทไปสร้างศูนย์ฟื้นฟูคนงานที่จังหวัดเชียงใหม่และขอนแก่น โดยให้ดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากเกี่ยวพันถึงใครต้องว่าไปตามจริง และหากมีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองก็ต้องยื่นให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายจุฑาธวัชกล่าวว่า การสอบสวนเรื่องดังกล่าวเป็นผลมาจากมีผู้นำแรงงานร้องทุกข์กระทรวงจึงต้องดำเนินการ แต่ไม่ถึงกับต้องสอบหาเอาผิด เพียงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้ว หลังจากนั้นค่อยดำเนินการกับส่วนที่มีผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ส่วนความเคลื่อนไหวของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้นายธนพร ศรียากูล เลขานุการส่วนตัว นำใบแถลงข่าวไปแจกจ่ายผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงแรงงาน ระบุว่าในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยกระบวนการที่ถูกต้องและชอบธรรม เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส ทั้งนี้มั่นใจว่าตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งมิได้เคยปฏิบัติสิ่งใดๆ ที่ผิดกฎเกณฑ์ของทางราชการ และกฎหมาย แต่สำหรับการตรวจสอบโดยกระบวนการที่ไม่ถูกต้องและชอบธรรมในลักษณะจงใจบิดเบือนข้อมูล โดยวิธีการต่างๆ นั้น ไม่อาจยอมรับได้
"มีความห่วงใยว่าเอกสารราชการที่นำมาเผยแพร่สื่อมวลชน ควรต้องนำมาลงตีพิมพ์ให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน มิใช่ดำเนินการในลักษณะตัด ปลอมแปลง หรือดัดแปลงข้อความบางส่วนจากเอกสารของทางราชการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อันเนื่องมาจากผู้อ่านไม่ได้รับทราบข้อความทั้งหมดในเอกสาร ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านั้น อาจถือได้ว่าเข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสารของทางราชการและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรรู้อันเป็นความผิดอาญา สังเกตได้จากการนำเสนอสำเนาที่นำมาเผยแพร่ มีเฉพาะลายมือชื่อของผม โดยจงใจลบวันที่ที่ผมลงนามออก รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วย ผมกำลังตรวจสอบว่าการดำเนินการของหนังสือพิมพ์มติชนในการดัดแปลงเอกสารของทางราชการมีวัตถุประสงค์ในการทำให้ผมได้รับการดูหมิ่น เกลียดชังจากผู้อื่นหรือไม่ และเข้าข่ายการขโมยทรัพย์สินของทางราชการหรือไม่ เพื่อที่ผมจักได้ดำเนินการปกป้องสิทธิของผมตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป" นายสมศักดิ์ระบุ
นายธนพรกล่าวว่า หากนำเอกสารทั้งฉบับมาลงจะเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่าไม่ได้รีบเร่งลงนามในโครงการนี้ เพราะได้ผ่านการพิจารณามาตามลำดับโดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการลงนามเสนอขึ้นมา นอกจากการที่นำชื่อและลายเซ็นของนายสมศักดิ์มาลงโดยไม่มีตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ในเอกสารดังกล่าวได้เขียนไว้ชัดเจน ทำให้ดูเหมือนกับเอกสารตัดแปะ และจงใจไม่ลงวันที่ที่นายสมศักดิ์ลงนาม
ด้านนายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ อดีตเลขาธิการ สปส. รักษาการรองปลัดกระทรวงแรงงาน ชี้แจงเรื่องการซื้อตึกวัฏจักรว่า คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) สปส.ได้อนุมัติงบฯสร้างสำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 6 (ตลิ่งชัน) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 เป็นการอนุมัติจัดสรรงบฯ มิใช่อนุมัติให้ซื้อตามที่ "มติชน" เสนอข่าว ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องของสำนักงาน สปส. ก่อนอนุมัติเป็นรูปธรรม ได้ถกเถียงอภิปรายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในที่สุดบอร์ดมีมติเอกฉันท์ให้จัดสรรงบฯให้ 500 ล้านบาท ส่วนการลงนามขออนุมัติซื้อที่ดินและตึกวัฏจักร และการลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายนั้น ทำภายหลังที่บริษัทรับโอนกรรมสิทธิ์แล้วตั้งแต่ 10 พฤษภาคม 2549 ต่อมา 20 ตุลาคม 2549 สปส.บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย พร้อมทั้งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่บริษัทไม่สามารถส่งมอบพื้นที่และโอนกรรมสิทธิแก่ สปส.ได้ตามกำหนด ผลตรวจสอบไม่พบความเสียหายที่จะเรียกร้องจากบริษัทได้ เพราะไม่ได้วางเงินมัดจำ หรือมีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้น ดังนั้น การลงข่าวว่า "ทำให้ สปส.สูญเสียงบประมาณดำเนินโครงการไปแล้วหลายล้านบาท" นั้น จึงไม่เป็นความจริง
"ก่อนบอกเลิกสัญญา ผมได้นำเรื่องนี้หารือขอปรึกษาจากบอร์ดแล้ว ที่ประชุมมีมติว่า แม้จะดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่เมื่อรัฐบาลใหม่มีนโยบายด้านประหยัดก็ควรสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลใหม่ต่อไป จึงได้มีการบอกเลิกสัญญา" นายไพโรจน์กล่าว
แหล่งข่าว : เครือมติชน