| จากการที่ธุรกิจค้าปลีกไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรด้านนี้ขาดแคลนมากในปัจจุบัน “เครือซิเมนต์ไทย” ซึ่งมีร้าน “ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท” ที่ต้องการบุคลาการด้านค้าปลีกมารองรับการขยายตัวของธุรกิจ จึงหันมาพัฒนาบุคลากรในเชิงรุก ซึ่งได้ประโยชน์ต่อภาพรวมธุรกิจและสังคมไปในเวลาเดียวกัน สราวุฒิ สำราญทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซิเมนต์ไทยการตลาด จำกัด ในธุรกิจจัดจำหน่าย เครือซิเมนต์ไทย (SCG) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร้านค้าในเครือข่ายซิเมนต์ไทยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านเมื่อ 3 ปีที่แล้วกว่า 300 สาขาให้สะอาดและสะดวก เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตัวเอง เป็นผลให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้านมาซื้อสินค้ามากขึ้น จากเดิมร้านค้าวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ลูกค้าไม่สามารถเลือกสินค้าได้เอง ขณะที่จำนวนของพนักงานบริการไม่เพียงพอกับการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งพบว่าพนักงานในระดับสายวิชาชีพที่เรียนรู้และรักอาชีพนี้มีน้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด บริษัทฯ จึงร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก และสาขางานธุรกิจค้าปลีกเฉพาะอย่าง โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการเป็นสถาบันนำร่อง ซึ่งรุ่นแรกเปิดรับนักศึกษา 40 คน “โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อสนองต่อร้านค้าในเครือข่ายทั่วประเทศ มุ่งเน้นคัดเลือกนักเรียนในแต่ละภาคเพื่อที่หลังจากจบหลักสูตรจะได้กลับไปทำงานในภูมิภาคของตนเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนพื้นที่ต่างจังหวัดและเป็นผลดีต่อตัวพนักงานเองหากมีที่ทำงานใกล้ชิดครอบครัว” การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาในปีแรกจะเน้นการสัมภาษณ์เป็นหลัก เนื่องจากผู้ที่จะประกอบอาชีพดังกล่าวต้องมีอัธยาศัยด้านการบริการที่ดี โดย 2 ปีที่ศึกษาบริษัทฯ จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าหอพักและค่าเทอม รวมถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ซึ่งระหว่างฝึกงานที่ร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทจะได้เบี้ยเลี้ยง คาดว่าจะต้องใช้เงินทุนต่อเทอมไม่ต่ำกว่าคนละ 100,000 บาท ด้านหลักสูตรจะเน้นเรียนทฤษฎี 1 เทอม และฝึกงานในร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท 1 เทอม โดยตลอดหลักสูตร 70% เป็นการเรียนตามหลักสูตรปกติของสถาบันทั่วไป แต่อีก 30% เป็นหลักสูตรของบริษัทโดยมีบุคลากรของเครือซิเมนต์ไทยพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารงาน ตลอดจนคุณสมบัติของสินค้าที่อยู่ในร้าน ซึ่งเหตุที่ไม่นำความรู้ของบริษัทเข้ามาสอนในหลักสูตรมากเพราะผู้เรียนอาจปรับตัวได้ยาก และจะเป็นการยัดเยียดความเป็นเครือซิเมนต์ไทยให้กับผู้เรียน “การเรียนที่ได้ผลจะฝึกขายแค่เพียง 2-3 อาทิตย์ ผู้เรียนจะไม่ได้ทักษะอะไรมากขึ้น แต่หากมีการบรรจุหลักสูตรเน้นการปฏิบัติ ทำงานในสถานที่จริงเพื่อที่พอจบหลักสูตรสามารถทำงานโดยมีการนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อย่างไรก็ตาม หลักสูตรนี้จะไม่มีข้อผูกมัดกับตัวนักศึกษาที่จบหลักสูตรว่าจะต้องทำงานให้กับร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท แต่สามารถไปทำงานกับบริษัทอื่นหรือศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ การเปิดหลักสูตรนี้เป็นอีกความภูมิใจที่บริษัทได้ตอบแทนสังคมหรือCSR (Corporate Social Responsibility) ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปเพื่อสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคม แต่หลักสูตรค้าปลีกเป็นครั้งแรกที่บริษัทให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากโครงการนี้อย่างดีเนื่องจากในระยะเวลาที่นักศึกษาฝึกงานผู้ประกอบการสามารถศึกษาอุปนิสัยและทักษะในการประกอบอาชีพ โดยก่อนที่จะจบหลักสูตรผู้ประกอบการสามารถจองนักศึกษาเพื่อไปทำงานกับผู้ประกอบการได้ทันทีหลังจบการศึกษา ซึ่งอนาคตร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทจะขยายสาขามากขึ้น แต่ขณะนี้ 300 สาขาทั่วประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้นแห่งละ 2-3 คนในร้านที่เล็กส่วนร้านที่เป็นขนาดใหญ่จะมีอัตราส่วนความต้องการพนักงานที่สูงขึ้นตามลำดับ สราวุฒิ ให้เหตุผลในการเลือกวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการเป็นสถานศึกษานำร่องเนื่องจากมีความรู้การจัดการในหลักสูตรการบริหารจัดการค้าปลีกที่เคยทำให้กับบริษัทชั้นนำมาแล้ว ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนมีประสบการในหลักสูตรและรู้ถึงปัญหาพร้อมทั้งวิธีแก้ไข ขณะที่บริษัทฯ ได้ประชาสัมพันธ์เปิดรับคัดเลือกผู้ที่จะเข้าเรียนในร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ททุกภูมิภาคและสถานศึกษาทั่วประเทศโดยมีผู้สนใจสมัครแล้วประมาณ 200-300 คน โดยคัดเลือกผู้สมัครเพื่อรอการสัมภาษณ์ในที่ศูนย์ประจำภูมิภาคในแต่ละพื้นที่ของเครือซิเมนต์ไทย สำหรับพนักงานที่ทำงานในซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทอยู่เดิมบริษัทฯ ได้พัฒนาความรู้บุคคลากรด้านการบริการ และความรู้ในตัวผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักสูตรการเรียนใหม่ๆ ให้กับพนักงานอยู่เสมอ เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทที่จะเป็นทางเลือกอันดับแรกของผู้บริโภค “เครือซิเมนต์ไทยพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านทรัพยากรบุคคลและสวัสดิการพนักงานอย่างใกล้ชิดเพราะที่ผ่านมาบุคลากรด้านบริการมีอัตราการลาออกสูง เนื่องจากพนักงานหลายคนทำงานได้สักพักแล้วรู้สึกว่างานบริการไม่เหมาะกับตนเอง ขณะที่บริษัทฯ ต้องมีส่วนช่วยผู้ประกอบการเพื่อกำหนดคุณสมบัติของพนักงานให้เหมาะสมกับสายงาน” สราวุฒิ กล่าวสรุป
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |