|
แถลงผลการประชุม ครม. ประจำวันที่ 15 พ.ค.2550 (เนตรปรียา ชุมไชโย)
|
| ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอมา ซึ่งร่างอันนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะเป็นการยกระดับแรงงานของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในระดับที่มีฝีมือ ช่างเทคนิค ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างเทคนิคที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ และจะช่วยเปิดโอกาสให้ช่างเทคนิคได้พัฒนาตนเองในเรื่องความรู้อย่างต่อเนื่องด้วย สำหรับรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา จะกำหนดให้มีสถาบันพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพ โดยจัดตั้งและอำนาจหน้าที่ให้เป็นตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรมหาชน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน กำหนดให้มีคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและกำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการด้วย กำหนดให้มีการจัดการอาชีวศึกษาในสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ โดยให้ดำเนินการรวมกลุ่มสถานศึกษาอาชีวะของรัฐในรูปแบบของสถาบันการอาชีวศึกษา จะพยายามกระจายให้ได้ทั่วประเทศ แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีการตั้งสถาบันใหม่ในทุกๆ จังหวัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า ขณะนี้มีการวางแผนดำเนินการโดยใช้เครือข่ายเดิมที่มีอยู่ ทั้งนี้เพื่อจะไม่ต้องใช้จ่ายงบประมาณเพื่อตั้งสถาบันให้ครบทุกจังหวัด และตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาการอาชีวศึกษา และฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ เรื่องนี้ ครม.เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงอนุมัติ วันนี้ ครม.เห็นชอบและรับทราบหลักเกณฑ์การจ่ายเงินพิเศษสำหรับผู้บริหาร ประจำปีงบประมาณ 2549 เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 สำหรับแนวทางการจ่ายเงิน ตามมติ ครม.เมื่อปี 47 จะคำนวณตามระเบียบของกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินรางวัลสำหรับผู้บริหาร และหน่วยงาน เพื่อจัดให้แก่ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยการกำหนดให้มีการใช้สัดส่วนการจ่าย 70:30 คือให้ผู้บริหารจำนวนร้อยละ 70 และเงินพิเศษเพิ่มสำหรับผู้บริหารที่คำนวณได้จริง อีกร้อยละ 30 ของผู้บริหารที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเพิ่มพิเศษ โดยเงินก้อนนี้จะนำไปสมทบกับเงินรางวัลที่จะจัดสรรให้กับกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ส่วนราชการ สถาบันอุดมศึกษา จะเป็นผู้จัดสรรสำหรับผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานที่เป็นราชการบริหารส่วนกลางที่ปฏิบัติในภูมิภาค ให้จังหวัดเป็นผู้จัดสรรสำหรับหน่วยงานที่อยู่ในส่วนภูมิภาคทั้งหมด สำหรับการจัดสรรในปี 50 จะใช้งบกลาง โดยมีค่าใช้จ่าย การปรับค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ทั้งหมด 6,835 ล้านบาท เป็นการจ่ายเงินพิเศษสำหรับผู้บริหาร 1,285 ล้านบาท และจ่ายเงินรางวัลโบนัสแก่หน่วยงานราชการเพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน อีก 5,500 ล้านบาท สำหรับเงินที่ให้กับผู้ปฏิบัติการ หลักเกณฑ์จะกำหนดตัวชี้วัด และวัดผลงานว่าหน่วยงานใดทำงานได้ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาร่วมไปกับขนาดขององค์กร สำหรับเงินรางวัลพิเศษที่จัดให้ผู้บริหาร 1,285 ล้านบาท ก.พ.ร.คำนวณแล้วพบว่า ความแตกต่างระหว่างเงินเดือนของผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนนั้นแตกต่างกันถึง 5-6 เท่า เช่น ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ อาจจะได้เงินประมาณ 60,000 บาท แต่เอกชนได้ 400,000 บาท เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้เป็นการปรับเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม คำนวณแล้วยังถือว่าต่ำมาก เพราะฉะนั้น ครม.พิจารณาเห็นว่า ระบบการให้โบนัสและหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.เสนอมาเป็นหลักเกณฑ์ที่ดีและเหมาะสมแล้ว แต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติ ผู้บังคับบัญชาทั้งหลายคงจะต้องมีความยุติธรรมในการประเมินผลงานลูกน้อง และไม่เล่นพรรคเล่นพวก ครม.ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีขอรับกลับมาพิจารณาจาก สนช. ทั้งหมด 4 ร่าง โดยผลการพิจารณาเป็นดังนี้ มีเพียงร่างเดียวที่ยอมรับหลักการ คือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หลังจากนี้จะส่งร่างอันนี้กลับไปให้ สนช. ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม ส่วนอีก 3 ร่างที่ ครม.พิจารณาตามผลการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อีก 3 ร่าง และไม่รับหลักการ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติยกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 พ.ศ.... ให้เหตุผลว่า เนื่องจากไม่มีการกำหนดมาตรการรองรับการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่ได้ดำเนินการไปแล้ว หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง และรัฐวิสาหกิจที่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว จึงไม่รับร่างนี้ อีกร่างที่ไม่รับคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมครอบครัว พ.ศ.... ทั้งนี้เห็นว่าร่างดังกล่าวยังขาดความสมบรูณ์ครบถ้วน เพราะกำหนดเพียงให้มีคณะกรรมการส่งเสริมครอบครัวแห่งชาติ แต่ไม่ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดสรรเงินงบประมาณให้ในการดำเนินการของคณะกรรมการดังกล่าว เช่น ไม่พูดถึงเรื่องการจัดตั้งกองทุน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมครอบครัว ไม่รับ อีกร่างหนึ่งที่ไม่รับ คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 พ.ศ.... เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีจัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏว่า หน่วยงานต่างๆ มีความเห็นแตกต่างกัน จึงเสนอว่าไม่ควรรับหลักการ สำหรับความเห็นที่แตกต่างกัน อาทิเช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พิจารณาว่าเห็นควรรับหลักการ แต่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และมีข้อสังเกตเรื่องการไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดของคณะกรรมการตรวจสอบ เป็นต้น แต่หน่วยงานที่เห็นว่าไม่ควรรับหลักการทุกหลักการ ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงบประมาณ ส่วนสภาพัฒน์ และกรมสรรพากร เห็นว่าไม่ควรรับหลักการ เฉพาะกรณีที่มีการขยายเวลาของคณะกรรมการตรวจสอบ และเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเฉพาะเรื่อง เพราะฉะนั้น ครม.จึงไม่รับหลักการเช่นเดียวกัน เรื่องของรายงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม ซึ่งสภาพัฒน์เสนอเข้ามา จากการที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ พบว่า ขณะนี้การเบิกจ่ายเรื่องงบลงทุนยังล่าช้า การใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการขณะนี้เบิกจ่ายแล้ว 792,261 ล้านบาท แต่ว่าคิดเป็น ร้อยละ 50.58 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าแผนงานที่วางไว้ ส่วนในเรื่องของการก่อหนี้ผูกพันส่วนราชการ กรมบัญชีกลางได้รับรายงานจากหน่วยงานต่างๆ 95 หน่วยงาน พบว่า มีหน่วยงานที่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้แล้ว 55,416 ล้านบาท คิดเป็น 53.23 เปอร์เซนต์ ส่วนหน่วยงานที่ยังไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ 30,943 ล้านบาท คิดเป็น 29.73 เปอร์เซนต์ ในเรื่องของการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้มีการลงทุนไปแล้ว 67.7 ของเป้าหมาย และสามารถเบิกจ่ายในไตรมาสแรก 88.2 เพราะฉะนั้นวันนี้ ครม.จึงได้มีการพูดคุยถึงมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นผู้เสนอมา และได้เห็นชอบว่า ในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ก็ให้หน่วยงานราชการต่างๆนั้น มีการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้า และตั้งเป้าไว้ ร้อยละ 93 ของงบประมาณรายจ่ายปี 50 และในเรื่องของโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมไปถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ก็มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการเตรียมโครงการ เพื่อที่จะนำเสนอ ครม. และเพื่อให้สามารถประมูลโครงการที่มีความพร้อมทั้งหมด 4 โครงการ ให้ได้ภายในเดือนสิงหาคม สำหรับโครงการที่มีความพร้อม ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง สายสีม่วง และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ขนาน ฉะเชิงเทรา ศรีราชา แหลมฉบัง และโครงการการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าทั้ง 4 โครงการนี้ กระทรวงคมนาคมจะต้องรับเร่งรัดเข้า ครม.ให้เร็วที่สุด สำหรับในเรื่อง สำหรับในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ได้มีการหารือกันว่า ควรจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณปี 51 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทในการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม ในวงเงิน 1,100 ล้านบาท โดยต้องมีการร่วมมือกับภาคเอกชน 13 สาขา เพื่อที่จะต้องพัฒนาโรงงาน ซึ่งเข้าร่วมโครงการ 4,500 โรงงาน และวันนี้ ครม.ก็เห็นชอบองค์ประกอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม ที่ได้มีการเสนอขอเพิ่มคณะกรรมการขึ้นอีก 2 คน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานสามารถครอบคลุมไปถึงข้อมูล และภารกิจต่างๆที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเพิ่มอีก 2 คน คือ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และอีก 1 คน เป็นบุคคลคือ คุณธนวรรธน์ พลวิชัย อีกเรื่องหนึ่ง ครม.ได้เห็นชอบมาตรการความช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชชูปถัมภ์ ได้มีหนังสือเสนอเข้ามาที่นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่ประกอบการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น และบางเขตที่ประสบปัญหาอุทกภัย ทำให้การส่งมอบงานล่าช้า และเรื่องของความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะกระทบกระเทือนถึงการดำเนินงานของบริษัทก่อสร้างทั้งหลาย ครม.จึงได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งจะมีมาตรการต่างๆ อาทิ ถ้าสัญญาก่อสร้างที่ลงนามไว้แล้ว และยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ ก็ให้หน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจต่างๆ พิจารณาในเรื่องของการหักเงินประกันผลงาน โดยให้สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนการหักเงินประกันผลงานได้ หรือว่าในกรณีที่สัญญาจ้างยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ยังไม่มีการตรวจรับงาน แต่ว่าบริษัทได้รับผลกระทบจากเรื่องของอุทกภัยในเขตจังหวัดที่มีการประกาศเขตอุทกภัยฉุกเฉินเป็นพิเศษ ก็ให้ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปได้อีก 180 วัน หรือในเรื่องของบริษัทที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ จะมีการลดระยะเวลาการถือเงินประกันไว้ สมมุติสัญญามีอายุ 2 ปี ถ้าภายใน 1 ปีไม่ปรากฏความชำรุดบกพร่องให้คืนเงินค้ำประกันในปีแรกได้ ปีที่ 2 ความรับผิดชอบยังคงอยู่ แต่ไม่ต้องมีหลักประกัน ถ้าสัญญานั้น 3 ปี ให้ยึดหลักประกันไว้ 2 ปี ครบ 2 ปีสามารถคืนได้ถ้าไม่มีความชำรุดเสียหาย เช่นเดียวกัน อีก 1 ปีความรับผิดชอบยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ต้องมีเงินค้ำประกัน
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|