เอกชนติงรัฐอย่ามัวหลงปลื้มกับตัวเลขส่งออก ที่เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะปัญหาการปิดโรงงานโดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอยังมีต่อเนื่อง ตราบใดที่ค่าบาทไม่มีเสถียรภาพ ชี้การที่บอกให้ปรับตัวนำเข้าเครื่องจักรไร้ประโยชน์เพราะไม่มีออร์เดอร์ โรงงานแบกขาดทุน ภาครัฐควรเร่งหามาตรการที่จับต้องใช้เข้ามาช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง ช้ามีหวังเจอวิกฤตต้มยำรอบ2
นาย พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวโน้มการปิดกิจการของโรงงานต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอว่าตนเชื่อว่าวิกฤติในอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ไทยยังไม่สามารถรักษาระดับค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพได้ ก็จะมีข่าวโรงงานทยอยปิดกิจการเพิ่มขึ้น ถึงแม้ตัวเลขอัตราการว่างงานจะลดลง แต่ในความเป็นจริง โรงงานกลับขาดทุนมากขึ้น เหมือนกับตอนนี้กรีดเลือดกันแล้ว
รัฐบาลควรหามาตรการเข้ามารองรับนอกเหนือจาก6 มาตรการที่สรุปว่าจะใช้จริงๆ ให้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อนำมาใช้จริงแล้วมาตรการนั้นไม่ได้ผลก็จะได้มีมาตรการสำรอง ดีกว่าจะมานั่งคิดว่าจะใช้วิธีใด ไม่เช่นนั้นหากยังนิ่งนอนใจวิกฤติเศรษฐกิจอาจจะมาเร็วกว่าที่คิด และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำลายระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ก็เป็นได้
ส่วนตัวเลขส่งออกที่ภาครัฐประกาศว่าเกินดุลนั้น ไม่ควรยึดกับตัวเลขนี้ให้มากนัก เพราะตัวเลขก็คือตัวเลข จับต้องไม่ได้ น่าจะหันกลับมาดูถึงความจริงหากตัวเลขส่งออกมีมากและไทยยังได้กำไร ส่งออกสินค้าเกินดุลก็จริง แต่เศรษฐกิจภายในประเทศต่างทยอยปิดตัวลง ตัวเลขเหล่านั้นจะมีประโยชน์ได้อย่างไร
"ตอนนี้ที่รัฐออกมาสนับสนุนให้ภาคสิ่งทอปรับตัว อาศัยตอนที่เงินบาทแข็งให้นำเข้าเครื่องจักรจะได้ประโยชน์ แต่จะมีประโยชน์อย่างไร ในเมื่อตอนนี้แทบไม่มีออเดอร์เข้ามา หากจะ ดูระยะเวลา 5 ปี ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมสิ่งทอ การ์เมนท์ ปรับตัว ทั้งซื้อเครื่องจักร ปรับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับสากล เราทำทุกอย่างแล้วเพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศ เมื่อมาเจอกับค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 34 บาทต้นๆ และไม่หล่นไปอยู่ที่ 33 บาท ก็บุญแล้ว เพราะจะทำให้ขีดความสามารถตกลงไปกันใหญ่ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าระดับล่าง อาศัยจำนวนเยอะ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงเพราะเราสู้ประเทศอื่นไมได้อยู่แล้ว" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ด้านนายไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ตอนนี้เจ้าของธุริจกเริ่มปิดตัวมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารแช่แข็งที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอันดับต้นๆ ทำให้ไม่มีโรงงานไหนกล้ารับยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ล่วงหน้าหลายเดือน ถ้ารับจะรับในระยะ เวลาไม่นาน นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบถือเป็นปัญหาต้นๆ หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อต่อไปอย่างนี้ เชื่อว่าในอนาคตจะฟื้นความเชื้อมั่นกับคู่การค้าในแต่ละอุตสาหกรรมคงทำได้ยากขึ้น
แหล่งข่าว : แนวหน้า