เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 66 แห่งทั่วประเทศ 4% เพราะพนักงานรัฐวิสาหกิจมีเงินเดือนสูงกว่า ข้าราชการอยู่แล้ว 20% และรัฐอาจขาดทุน ว่า เป็นกระบวนการของสคร. แต่ในที่ประชุมได้ศึกษาผลดีและผลกระทบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ซึ่งมติ 3 ข้อดังกล่าวได้ให้แต่ละรัฐวิสาหกิจหาข้อสรุป และนำโครงสร้างบัญชีเงินเดือนเสนอมาที่ครส. ซึ่งยืนยันว่าจะเสนอเรื่องนี้ให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง คิดว่าไม่น่าจะเกินภายในเดือนก.ย.นี้
นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับขึ้นเงินเดือนตามสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียม จะเอาหลักการขาดทุน กำไรมาพูดไม่ได้ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งรัฐบาลต้องการให้ขาดทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ที่ผ่านมามีเพียงรัฐวิสาหกิจน้อยแห่งที่ขาดทุน และคิดว่าแต่ละแห่งปรับขึ้นเพียง 4% จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพขององค์กรมากนัก ภายใน 1-2 วัน จะทำหนังสือไปถึงนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผอ.สคร.ถามถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้เพราะในที่ประชุมก็มีตัวแทนของกระทรวงการคลังร่วมอยู่ด้วย
นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระ ทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสมาน ฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เตรียมยื่นหนังสือ ต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทเท่ากันทั่วประเทศในวันที่ 27 ส.ค.ว่า เป็นสิทธิ ที่สามารถไปยื่นหนังสือเรียกร้องได้ ทั้งนี้การพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นไปตามความเหมาะสม เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ส่วนการเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกจ้างนั้น รัฐมีกองทุนประกันสังคมอยู่แล้วซึ่งมีการดูแลสิทธิประโยชน์ครอบคลุมลูกจ้างได้อย่างดี.
แหล่งข่าว : เดลินิวส์