ก.แรงงาน เตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้ ตั้งแต่ 1-8 บาท ระบุจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางส่วนไม่เสนอขอปรับ ขณะที่กทม.ขอไป 7 บาทแต่ได้เพียง 2-4 บาท นัดถกอีกรอบ 16 ต.ค.ก่อนเข้าครม.และประกาศใช้ปี 51 ตัวแทนลูกจ้างยัน กทม.ปรับขึ้น 2-4 บาทไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ
ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 3 ต.ค.50 นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้ อนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด 65 จังหวัดได้ส่งตัวเลขการขอปรับค่าจ้างมาที่กระทรวงแรงงานแล้ว โดยมีจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด และภาคเหนือบางส่วน ไม่ขอปรับค่าจ้างเช่น น่าน แม่ฮ่องสอน ส่วนภาคใต้และภาคกลางเสนอขอปรับตามปกติ โดยปีนี้ อนุกรรมการวิชาการฯ ได้เสนอตามที่อนุกรรมการฯจังหวัดขอมาตั้งแต่ 1-8 บาท
ส่วนกรุงเทพมหานคร ขอปรับขึ้น 7 บาท แต่ถูกตัดเหลือ 2 บาท เนื่องจากอนุกรรมการจังหวัดเห็นว่า ค่าจ้างในกรุงเทพฯ ขณะนี้ได้รับค่าจ้างวันละ 191 บาท ถือเป็นอัตราที่สูงอยู่แล้ว แต่อนุกรรมการวิชาการฯเห็นว่า ควรปรับให้วันละ 4 บาท จึงจะเหมาะสมและต้องมีการหารืออีกครั้งในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)และประกาศใช้มีผล 1 ม.ค.51 เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับค่าจ้างในจังหวัดปริมณฑล เช่น จ.สมุทรปราการ ที่เสนอขอปรับขึ้น 6 บาท จ.พระนครศรีอยุธยาและเลย ได้ขอปรับสูงสุดในอัตราวันละ 8 บาท ส่วนจังหวัดที่เหลือเสนอปรับตั้งแต่ 3-7 บาท
ด้านน.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)กล่าวว่า หากมีการปรับค่าจ้างกรุงเทพฯ วันละ 2-4 บาท ถือว่าไม่พอกับค่าครองชีพสูง เนื่องจากรัฐบาลเตรียมประกาศขึ้นราคาสินค้าบางอย่างแล้วเช่น น้ำปลา น้ำตาล และประกาศลอยตัวราคาแก๊สหุงต้นในเดือนธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตามเห็นว่ารัฐบาลควรควบคุมราคาสินค้า และเพิ่มค่าจ้างเป็นวันละ 233 บาท เพราะขณะนี้รัฐวิสาหกิจและข้าราชการ ได้ประกาศขึ้นเงินเดือนร้อยละ 4 แล้ว
แหล่งข่าว: สยามรัฐ