ครม.มีมติยุบองค์การแบตเตอรี่ และองค์การฟอกหนัง ตามข้อเสนอของกลาโหม ประธานแรงงานรัฐวิสาหิจ อฟน.ขู่ฟ้องศาลปกครอง
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติยุบเลิกองคก์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่ พร้อมทั้งให้จัดการเป็นหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม โดยอนุมัติค่าใช้จ่ายในการยุบเลิกกิจการของทั้งสองแห่ง ขององค์กรฟองหนัง 1,084.88 ล้านบาท และ องค์การแบตเตอรี่ 311.96 ล้านบาท รวมทั้งจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบกลางตามวงเงินที่กระทรวงกลาโหมเสนอ แต่ถ้าหากสำนักงบประมาณไม่สามารถจัดสรรงบกลางได้ ก็เห็นสมควรให้องค์กรทั้งสองกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ โดยให้ก.คลังค้ำประกันการกู้เงิน และเห็นสมควรกระทรวงกลาโหมจัดจ้างพนักงาน หรือลูกจ้างพนักงานทั้งสององค์กร แต่ผู้ที่มีอายุเกินเกณฑ์ ก็ให้พิจาณรณาบรรจุหรือจ้างเข้าทำงานได้
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมได้เสนอจัดตั้งโรงงานผลิตรองเท้าและเครื่องหนัง และโรงงานแบตเตอรี่ทหาร แต่ไม่ต้องจัดตั้งเป็นหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณ ส่วนการดำเนินงานบริหารจัดการและการผลิต โดยวิธีการจ้างลูกจ้าง ซึ่งอาจมาจากแรงงานที่มาจากรัฐวิสาหกิจที่ยุบเลิกทั้งสองแห่ง
ทั้งนี้กระทรวงคลังได้ข้อสังเกตว่าการจัดตั้งโรงงานผลิตรองเท้าและเครื่องหนัง และโรงงานแบตเตอรี่ทหาร ในสังกัดกระทรวงกลาโหมนั้น เห็นว่าเป็นการผลิตเพื่อให้ยุทธปัจจัยไว้ใช้ในราชการ และหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ควรลดขนาดให้เล็กลง และผลิตยุทธปัจจ้ยที่ใช้ราชการเท่านั้น มิใช่ผลิตเพื่อดำเนินธุรกิจ
ก่อนหน้านี้ นาย เสรี ขวัญเมือง ประธานแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การฟอกหนัง (อ.ฟ.น.) ในสังกัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 100 คน เดินทางไปรวมตัวชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 5 เพื่อเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรี พิจารณายกเลิกคำสั่งตามพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนัง
ประธานแรงงานรัฐวิสาหกิจ อฟน. กล่าวว่า องค์กรฟอกหนังได้ดำเนินการยื่นหนังสือต่อพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พล.อ. บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)รวมถึงการยื่นหนังสือต่อคณะกรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตในองค์กร
“วันนี้พวกผมมาทวงถามความคืบหน้าต่อนายกฯที่ไม่ยอมตอบคำถามในเรื่องนี้ และขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี ทบทวนแนวคิดที่จะยุบเลิกองค์กรฟอกหนัง เพราะรัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณภาษีประชาชนมากกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องหนังจากองค์กรเอกชน ทั้งที่สามารถใช้เงินเพียง 300 ล้านบาทในการฟื้นฟูกิจการ รวมถึงขอคัดค้านการจัดตั้งหน่วยงานอื่น ขึ้นมาดำเนินกิจการแทนด้วย" นายเสรี กล่าว และว่า การยุบเลิกกิจการดังกล่าวนั้น ส่งผลกระทบต่อพนักงานจำนวนมาก ที่ต้องตกงานเป็นภาระของสังคมจึงอยากให้องค์การฟอกหนัง ดำรงสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดิม เพื่อลดปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ หากมติครม.มีคำสั่งให้ยุบเลิกทางองค์กรฟอกหนังทิ้ง จะเดินทางไปร้องทุกข์ต่อศาลปกครอง และยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) เพื่อหาความเป็นธรรมต่อไป
แหล่งข่าว : โพตส์ทูเดย์