หวั่นการระบาดใหญ่ของไข้หวัดนก/หวัดใหญ่ ส่งสัญญาณเตือนกลายพันธุ์จากคนสู่คนคน สธ.หนุนภาคธุรกิจวางแผนรับมือ เกรงธุรกิจเป็นอัมพาต โดยเฉพาะสาธารณูปโภค ลั่นไม่เวอร์เกิดขึ้นเมื่อไหร่บ้านเมืองวุ่นวาย ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แนะให้ทำงานอยู่กับบ้านส่งงานทางอีเมล์ ปรับระดับการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพแก้ปัญหา
วันนี้ (24 ต.ค.) นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังการสัมมนาการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจในการรับมือการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ว่า ขณะนี้ภาครัฐมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกอย่างเต็มที่ มีการซักซ้อมในระดับต่างๆ หลายครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจยังเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ เมื่อมีการระบาดใหญ่ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน ซึ่งการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วโดยจะขยายการสัมมนาให้ความรู้ในระดับภูมิภาคเชิญ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการที่รับผิดชอบงานด้านบุคลากร ความมั่นคง และด้านการจัดการภาวะเสี่ยงของบริษัทต่างๆ มาร่วมประชุม เพื่อเป็นบุคลากรแกนนำที่จะนำไปวางแผนรับมืออย่างเหมาะสมในบริษัทของตนเอง โดยมีวิทยากรเป็นที่ปรึกษาทั้งการเตรียมแผนการ และการซักซ้อม ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจสามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปโดยที่ไม่ยุติชะงัก
นพ.ธวัช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในรอบศตวรรษที่ผ่านมาทั่วโลกได้เกิดการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ถึง 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เนื่องจากต้องมีการจำกัดเขตการเดินทางเข้า-ออก ในพื้นที่ระบาดของโรค บุคคลากรป่วยขาดงาน นักเรียนหยุดเรียน บางแห่งป่วยมากจนต้องปิดหน่วยงาน โรงเรียน สถานพยาบาลให้บริการได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์เองก็เจ็บป่วย ที่ผ่านมาวิกฤตการณ์ข้างต้นต้องใช้เวลาปีเศษจึงจะคลี่คลายลง ดังนั้น ถ้าองค์กรธุรกิจใดไม่ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ก็ต้องปิดตัวลงเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ
“หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นจะต้องเกิดผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคำนวณมูลค่าความเสียหายทั้งหมดได้ แต่แน่นอนว่าผลผลิตจะต้องลดลง การวางแผนที่ดีจะช่วยให้ความสูญเสียน้อยลง ธุรกิจไม่ถึงกับเป็นอัมพาตหรือปิดโดยสิ้นเชิง ที่เป็นห่วงเป็นอันดับต้นๆ คือ รัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องระบบสาธารณูปโภคน้ำ ฟ้า การติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะเป็นอัมพาตไม่ได้เด็ดขาด”นพ.ธวัช กล่าว
นพ.ธวัช กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกปัจจุบัน ได้ขยายไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศใน 3 ทวีป และมีรายงานการติดเชื้อโรคนี้ในคนจาก 12 ประเทศ รวม 331 ราย เสียชีวิต 203 ราย ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 68 ส่วนในปีนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนก แต่ก็ไม่ได้ประมาท ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกนั้น ขณะนี้มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้แต่อยู่ในระดับต่ำ เป็นสัญญาณเตือนแม้จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่า เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ของโลกที่ผ่านมาจะพบผู้ป่วย 10-40% ของประชากรการระบาดเป็นระลอก 1-2 เดือน และจะกระจายทั่วโลก ภายในเวลา 6-8 เดือน ส่งผลให้การรักษาพยาบาลพยาบาลไม่เพียงพอเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าระบาดไม่รุนแรงจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตทั่วโลก 1.4 ล้านคน ถ้ารุนแรงจะมีผู้เสียชีวิต 142.2 ล้านคน ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ ภาคธุรกิจ ควรมีแผนการเตรียมรับการระบาดของไข้หวัดใหญ่หลายด้าน ได้แก่ แผนปฏิบัติการสำหรับความปลอดภัยของพนักงานและครอบครัว แผนการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤตที่สอดคล้องกันภาวะพนักงานมีจำนวนลดลง แผนการติดต่อสื่อสารในองค์กรและแผนการช่วยเหลือชุมชน
ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ควรกำหนดนโยบายให้พนักงานลาหยุดงาน เมื่อมีอาการของโรคไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันการติดต่อไปยังพนักงานคนอื่น รวมทั้งอนุญาตให้พนักงานลาพักเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวที่ป่วย นอกจากนี้บริษัทต้องมีความรู้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของพนักงานในการติดเชื้อโรคระบาด ถ้าเป็นไปได้เมื่อเกิดการระบาดควรลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค บริษัทอาจมีแนวทางให้พนักงานทำงานที่บ้าน โดยจัดอุปกรณ์สื่อสารอำนวยความสะดวกให้ ในตำแหน่งสำคัญอาจมีการเตรียมฝึกบุคลากรสำรองไว้ 2-3 คนต่อ 1 ตำแหน่ง อีกทั้งมีการรณรงค์ให้พนักงานล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นๆ เพื่อการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และที่ขาดไม่ได้ คือ การสื่อสารให้พนักงานทุกคนทราบถึงการเตรียมความพร้อมเหล่านี้เมื่อเกิดภาวะวิกฤต
“การให้ทำงานอยู่กับบ้าน ไม่ออกจากบ้านไปทำงานกันเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องเวอร์ เพราะหากเกดการระบาดใหญ่ขึ้นเมื่อไหร่ ความวุ่นวายต่างๆ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งแม้ว่าการให้ภาคธุรกิจจัดเตรียมแผนจะเป็นการขอความร่วมมือ แต่ก็เป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ เต็มใจ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ จะให้ความสนใจ และกำชับการเตรียมตัวป้องกัน ดังนั้น บริษัทของไทยเองก็จะไม่สนใจไม่ได้”ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าว
แหล่งข่าว : ผู้จัดการ