หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อรับทราบปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่จำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง รวมถึงปัญหาด้านสังคมโดยเฉพาะมีเด็กเกิดใหม่จากพ่อแม่ต่างด้าวถึงเดือนละ 2,000 คน พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน
นายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ขณะนี้มีบุคคลต่างด้าวลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยจำนวนมาก บางรายถึงขั้นตั้งรกรากมีครอบครัว จึงต้องการมีชื่อในทะเบียนบ้าน เป็นบุคคลสัญชาติไทย และขอมีบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อขอใช้สิทธิต่างๆ ประกอบกับกรมการปกครองได้นำระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์มาใช้ในการบริการประชาชนด้านทะเบียนราษฎร ทำให้บุคคลต่างด้าวเหล่านี้แอบอ้างสวมเป็นบุคคลสัญชาติไทยเพิ่มมากขึ้น
"มีการติดต่อผ่านนายหน้าและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเสนอค่าตอบแทน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน ต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบประวัติผู้ขอรับบริการอย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด" อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว
นายวิชัย กล่าวด้วยว่า ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนแก่บุคคลต่างด้าว กรมการปกครองจะลงโทษไล่ออกสถานเดียว และจะไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จบำนาญ พร้อมถูกดำเนินคดีอาญาทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้แอบอ้างสวมตัว และผู้ให้การรับรองสถานะอีกด้วย
ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (โฆษก กอ.รมน.) กล่าวถึงมาตรการจัดระเบียบเด็กที่เกิดจากแรงงานต้างด้าวว่า เด็กที่ถือกำเนิดจากแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยถือว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ แต่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พยายามแก้ไขปัญหานี้ในเบื้องต้นโดยใช้ 2 แนวทาง คือ 1.เด็กที่ถือกำเนิดโดยพ่อแม่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยมีเอกสารหลักฐานจะให้เลขประจำตัว 13 หลัก โดยใช้เลข 0 นำหน้า 2.เด็กที่ถือกำเนิดโดยบุคคลต่างด้าว ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นการชั่วคราว เช่น ตามศูนย์ผู้อพยพตามแนวชายแดนจะมีการให้เลขประจำตัว 13 หลัก โดยมีเลข 6 นำหน้า เพื่อหาทางขึ้นทะเบียนควบคุมปริมาณอย่างเป็นระบบ
กรณีที่ พล.อ.สนธิ เสนอให้แรงงานต่างด้าวกลับไปคลอดลูกในประเทศของตนเองก่อนและกลับมาขึ้นทะเบียนใหม่อีกรอบ พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดอาจเป็นแนวคิดใหม่ในการจัดการ
"ส่วนเด็กที่คลอดในประเทศไทย เราดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน เช่น พาแม่ไปคลอดตามสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลใกล้เคียง" พ.อ.ธนาธิป กล่าว
ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว กอ.รมน.เชิญหน่วยงานต่างๆ มาหารือถึงแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ จากนั้นจัดทำเป็นวาระแห่งชาติ โดยทำ "สมุทรสาครโมเดล" ขึ้นมา กองทัพจะควบคุมสกัดกั้นตั้งแต่แนวชายแดนด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.แม่สาย จ.เชียงราย, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฯลฯ
ส่วนการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเถื่อนจาก อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร มา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พ.อ.ธนาธิป ระบุว่า การเคลื่อนย้ายเป็นหน้าที่ของตำรวจรับผิดชอบ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีความชัดเจนมากอย่างการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่มาร่วมงานแต่งงานใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ก็ได้มาจากการข่าว มีการรวมกลุ่มของคนต่างด้าวมากผิดปกติ จนกระทั่งนำมาสู่การจับกุมในเวลาต่อมา
รศ.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิระบุให้ส่งแรงงานต่างด้าวที่ท้องกลับไปคลอดประเทศต้นทางว่า เป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของมนุษย์หรือไม่ เพราะสังคมไทยยอมรับให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงาน ดังนั้น การคลอดลูกจึงเป็นธรรมดา ถ้าเราปฏิบัติกับคนต่างด้าวรวยๆ ให้คลอดลูกในประเทศไทยได้ การปฏิบัติกับคนต่างด้าวจนๆ ก็ควรทำได้เช่นเดียวกัน
"มีการเข้าใจผิดคิดว่าลูกคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยจะได้สัญชาติไทย และการไม่ออกเอกสารรับรองการเกิดให้แรงงานต่างด้าว ก็ยิ่งทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิว่าเป็นคนพม่าเมื่อกลับประเทศ ทำให้มีแรงงานต่างด้าวตกค้างในประเทศไทยเพิ่มขึ้น" รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว
รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าวด้วยว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความเกลียดชังระหว่างสังคมไทยกับสังคมพม่า เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ การส่งออกผู้หญิงท้องถือเป็นการแสดงถึงความเกลียดชัง ทางออกที่ดีควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
“รัฐบาลควรระมัดระวังท่าทีในการดูแลมนุษย์ทุกคนในสังคม เพราะประเทศไทยไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน หรือชาตินิยมสุดโต่ง การเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ถือว่าผิดกฎมายระหว่างประเทศ” รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว
นายภาคภูมิ แสวงคำ นักกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มสิทธิมนุษยชนกำลังประสานหาทางสร้างความเข้าใจให้หน่วยงานรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ ถึงการตั้งครรภ์ของแรงงานต่างด้าวว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญไทย มาตรา 80 และอนุสัญญาระหว่างประเทศคุ้มครอง คือ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งการกีดกันผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดล้วนเป็นการละเมิดสิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนก็ได้จ่ายค่าประกันสุขภาพแล้วด้วย พวกเขาจึงสามารถฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วิธีการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
"ที่ผ่านมาแรงงานผู้หญิงพม่ามักคลอดลูกที่เมืองไทย เพราะมีความปลอดภัยต่อตัวแม่และเด็กมากกว่า จากนั้นก็จะส่งทารกกลับไปให้ญาติที่ประเทศพม่าเลี้ยงดู เพราะพวกเขาต้องทำงาน ไม่มีเวลาดูแลทารก ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายจะทำคลอดกับหมอตำแยแล้วก็ส่งลูกไปอยู่ที่พม่าเอง หรืออาจจ้างนายหน้าไปส่ง ทุกวันนี้กฎหมายแรงงานก็ห้ามผู้หญิงตั้งครรภ์ทำงานอยู่แล้ว" นายภาคภูมิ กล่าว
ด้าน น.ส.วอ (นามสมมติ) หนึ่งในสาวพม่าที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ โครงการป้องกันเอดส์ของมูลนิธิแห่งหนึ่ง กล่าวว่า การไล่แรงงานหญิงต่างด้าวที่ตั้งครรภ์กลับไปคลอดที่พม่าเป็นการทำทารุณกรรมผู้หญิงตั้งท้องอย่างมาก เพราะที่พม่าโรงพยาบาลจะไม่มียาหรือเข็มพอสำหรับคนจน ทุกอย่างต้องซื้อในตลาดมืดที่ราคาแพง หากทำคลอดในโรงพยาบาลต้องใช้เงินหลายพันบาท และถ้าเด็กออกมาผิดปกติต้องเข้าตู้อบใช้เงินเป็นแสนบาท
ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" ลงสำรวจแรงงานต่างด้าวใน จ.สมุทรสาคร หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีนโยบายผลักดันให้แรงงานต่างด้าวที่ท้องแก่ใกล้คลอดกลับไปคลอดที่ประเทศบ้านเกิด ทำให้แรงงานต่างด้าวหลายคนต่างวิตกกังวลกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะถูกส่งกลับไปแล้วเข้ามาไม่ได้อีก จนไม่เป็นอันทำมาหากิน ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง
นางอันเนียะ อายุ 24 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ จ.เมียวดี ประเทศพม่า สามีชื่อนายโทย อายุ 25 ปี คนจังหวัดเดียวกัน ปัจจุบันท้อง 8 เดือน ฝากครรภ์ไว้ที่ รพ.สมุทรสาคร กล่าวว่า เมื่อ 2-3 วันก่อน ไปตรวจครรภ์ พยาบาลพูดให้ฟังว่าต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐจะไม่ทำคลอดให้ชาวต่างด้าว จะต้องกลับไปคลอดที่พม่า ได้ยินแล้วรู้สึกตกใจมาก วิตกกังวลว่าจะถูกส่งกลับประเทศ อยู่ที่นี่พร้อมหน้ามีทั้งสามีและมีงานทำ ลูกที่เกิดมาก็จะได้อยู่ด้วยกัน สามารถทำงานแบ่งเบาภาระสามี แต่ถ้าถูกส่งกลับ จ.เมียวดี จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูลูก
"ฉันเข้ามาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่อายุ 14-15 ปี รู้สึกผูกพันและชินกับสภาพความเป็นอยู่ในไทย ถ้ากลับพม่าก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้หรือเปล่า เพราะที่โน่นไม่มีใครแล้ว เหลือเพียงตากับยายซึ่งก็แก่เต็มที หลังคลอดดูแลตัวเองไม่ได้แน่ ยิ่งถ้าสามีส่งเงินกลับไม่ได้ก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน หากเป็นไปได้อยากวิงวอนขอคลอดในเมืองไทย อยากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยต่อไป เพราะมั่นใจว่าไม่ได้สร้างปัญหาให้ใคร เช้ามาก็ทำงาน เลิกงานก็กลับเข้าที่พัก ไม่ได้ไปวุ่นวายกับใครอยู่แล้ว" นางอันเนียะกล่าว
ด้านนางเอ อายุ 32 ปี บ้านอยู่ จังหวัดเย รัฐมอญ ปัจจุบันท้อง 2 เดือน สามีชื่อนายซอ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเดียวกัน บอกว่า ลูกคนนี้เป็นท้องที่สี่ สามคนแรกส่งกลับพม่าไปหมดแล้ว และท้องนี้ตั้งใจจะคลอดที่ รพ.สมุทรสาคร แต่เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดให้กลับไปคลอดที่บ้านเกิดก็รู้สึกกังวล ใจจริงไม่อยากกลับเพราะรู้ดีว่าฝั่งพม่าหมอก็ไม่ดี ยาก็ไม่ดี อุปกรณ์การแพทย์ก็ไม่ดี ที่สำคัญค่าใช้จ่ายแพงกว่าเมืองไทยมาก ถ้าอยู่ที่นี่มีงานทำจึงไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย ตรงกันข้ามหากกลับพม่ามั่นใจว่า จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ไหนจะต้องรับผิดชอบดูแลถึง 7 ชีวิต และยังต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลทหารพม่า รวมทั้งทหารมอญ ซึ่งมีโอกาสสู้รบปรบมือกันตลอด ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตเลย
ขณะที่แหล่งข่าวที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานต่างด้าวใน จ.สมุทรสาคร ยอมรับว่า จากสถิติแรงงานต่างด้าวที่คลอดเองใน จ.สมุทรสาคร ที่มีอยู่เฉลี่ย 30 กว่าคนต่อวัน โดยวิธีคลอดมีอยู่ 2 วิธี คือ ทำคลอดกันเองตามห้องเช่า จะมีหมอตำแยจากพม่าที่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับการทำคลอดอยู่บ้างคอยทำหน้าที่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน เมื่อแรงงานต่างด้าวคนใดท้องแก่ใกล้คลอดก็จะติดต่อให้ไปทำคลอดถึงห้องพัก อีกวิธีคือไปคลอดที่โรงพยาบาล ที่พบมากที่สุดคือ รพ.สมุทรสาคร สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีบัตรอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย กับกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมือง แต่พอมีรายได้จ่ายค่าทำคลอด หากคลอดตามธรรมชาติจะตกอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท
"ปัจจุบันนี้จะไปคลอดที่โรงพยาบาลมากกว่า แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว กลุ่มแรกจะมีเยอะมาก โดยโรงงานเล็กๆ ที่ทำกันเองในครัวเรือน บางครั้งนายจ้างก็ไม่ใส่ใจ เวลาแรงงานหญิงจะคลอดลูกก็ทำคลอดกันเอง มีบ้างบางรายเท่านั้นที่พาไปคลอดที่โรงพยาบาล" แหล่งข่าว ระบุ
แหล่งข่าว : คมชัดลึก