ส.อ.ท.เร่งสำรวจ ผลกระทบน้ำมันต่อเอสเอ็มอี ห่วงแรงงาน 47 ล้านคน จะตกงาน
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.กำลังสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะกลุ่มประมง เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตและขนส่ง มีแนวโน้มใกล้แตะระดับ 30 บาท/ลิตร ในไม่ช้านี้
“เอสเอ็มอีบ่นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี ราคาน้ำมันตอนนี้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น สินค้าขายไม่ดี หากหันไปส่งออกก็เจอเรื่องเงินบาทแข็ง จึงต้องสำรวจให้ชัดเจนว่า แท้จริงแล้วเอสเอ็มอีเป็นอย่างไร” นายสันติ กล่าว
นายสันติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ส.อ.ท.สำรวจเป็นรายกลุ่มอุตสาห กรรมไปแล้ว ผู้ประกอบการเห็นว่าหากดีเซลขึ้นถึง 30 บาท จะทำให้เกิดปัญหาขาดทุนเพิ่มขึ้น
นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า หากราคาดีเซลสูง ถึง 30 บาท/ลิตร จะกระทบต่อ ต้นทุนโลจิสติกส์ประมาณ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ หากเป็นผู้ค้ารายใหญ่ สามารถผลักภาระตรงนี้ไปยังประชาชนด้วยการขึ้นราคาสินค้า และมีอำนาจต่อรองราคาซื้อวัตถุดิบให้ถูกลง แต่ถ้าเป็นเอสเอ็มอีอำนาจการต่อรองจะน้อย และสินค้ามีการแข่งขันสูงไม่สามารถผลักภาระไปยังประชาชนได้ จึงกระทบโดยตรงเมื่อราคาดีเซลปรับขึ้น
“เป็นห่วงว่าขณะนี้เอสเอ็มอีกำลังลำบาก ซึ่งหากเอสเอ็มอีไม่สามารถปรับตัวได้จะกระทบต่อการจ้างงานในระบบ 47 ล้านคน และจะนำไปสู่การปลดคนงานในที่สุด” นายธนิต กล่าว
สำหรับเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างสูงในช่วงนี้คือ สินค้าที่มีราคาขายต่ำ และมีการแข่งขันสูง อาทิ เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า และสินค้าพื้นบ้าน
ด้านแหล่งข่าวจากสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เอสเอ็มอีที่เน้นขายตลาดในประเทศ เริ่มลดการผลิตลง มีบางรายปิดตัวไปแล้ว เพราะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและขาดสภาพคล่องทางการเงิน
“หากราคาน้ำมันยังปรับขึ้นต่อเนื่องถึงปลายปี จะมีเอสเอ็มอีหลายกิจการที่จะปิดตัว” แหล่งข่าวเปิดเผย
ขณะที่ราคาน้ำมันแพงทำให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมพลาสติกสูงขึ้นกว่า 10% แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถปรับราคาได้ เพราะมีการแข่งขันสูง รวมทั้งผู้ค้ารายใหญ่ที่จัด ซื้อสินค้าในกลุ่มพลาสติก เช่นถุง พลาสติก ซึ่งจะเป็นห้างสรรพสินค้ารายใหญ่จะคุมราคาจึงปรับขึ้นไม่ได้
แหล่งข่าว : โพสต์ทูเดย์