รัฐไขลานแบงก์เฉพาะกิจปฏิบัติการกู้ชาติอัดเงินซับน้ำตา แรงงาน-กลุ่มเอสเอ็มอี : SIAMHRM.COM

รัฐไขลานแบงก์เฉพาะกิจปฏิบัติการกู้ชาติอัดเงินซับน้ำตา แรงงาน-กลุ่มเอสเอ็มอี




 รัฐเปิดกระเป๋าตังค์ทุ่มงบลงแบงก์เฉพาะกิจอย่าง ธ.ก.ส. และเอสเอ็มอีแบงก์ ซับน้ำตาแรงงานไร้ออฟฟิซ รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ด้วยการให้โอกาสรับเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะฝั่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการห้ามปิดบริษัทเด็ดขาด ผิดเงื่อนไขโดนคาดโทษ ทั้งนี้เพื่อคงวิกฤตแรงงานไม่ให้ลุกลามใหญ่โตมากกว่านี้ ด้านเอสเอ็มอีแบงก์ที่ปล่อยกู้จะเน้นช่วยกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว อัญมณี อะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น เพราะเป็นธุรกิจที่จ้างแรงงานมากขณะเดียวกันก็ประสบภาวะย้ำแย่รุนแรงเช่นกัน ส่วนคนตกงานรวมถึงแรงงานใหม่จะถูกอบรมเพื่อนำความรู้คืนถิ่น
       
        คาดเดาไม่ได้ว่านโยบายการช่วยเหลือแรงงานที่ไร้ออฟฟิซ และผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่รัฐบาลเร่งเข็นออกมานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นว่าประกาศิตที่รัฐบาลสั่งลงมายังกระทรวงเศรษฐกิจ และเครื่องมือทางการเงินอย่างแบงก์รัฐ กำลังถูกไขลานให้เป็นตัวขับเคลื่อนกลจักรทางเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งให้ดำเนินต่อไป
       
        วิกฤตแรงงานนับเป็นปัญหาใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำนวนคนที่ตกงานมากเท่าไรยิ่งสะท้อนถึงสภาพที่ย้ำแย่ทางเศรษฐกิจมากเท่านั้น ที่สำคัญเป็นตัวฟ้องถึงศักยภาพของรัฐบาลในการแก้เกมกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่กดดันอย่างหนัก เช่นเงินที่จะนำมาสนับสนุนให้ความช่วยเหลือในส่วนต่างๆ นั้นจะไม่กลายเป็นภาระให้กับประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคต รวมถึงการกอบกู้จีดีพีที่ฝันว่าจะขยายตัวให้ถึง 2% ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องงานภายใต้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
       
        ปัญหามากมายถาโถมเข้าใส่รัฐบาลมาร์ค1 และวิกฤตแรงงานก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขแบบด่วนจี๋ งานนี้ "กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกับรวบรวมหน่วยงานที่สามารถให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาวิกฤตแรงงานที่กำลังรุนแรงอยู่ให้บรรเทาลงได้บ้างไม่มากก็น้อย
       
        งานแรกเป็นการร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ด้วยการใช้เงินจากสำนักงานประกันสังคม(สปส.) อัดลงสู่ภาคแรงงานผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการ "กู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น" เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้าง หรือออกจากงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ได้มีแหล่งเงินกู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพอิสระ หรือพัฒนาอาชีพ
       
        ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกว่าโครงการนี้มีเป้าหมายตรงเพื่อกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังวิกฤตเศรษฐกิจทำให้คำสั่งซื้สินค้าจากประเทศคู่ค้าลดลงอย่าน่าตกใจ โดยเห็นได้รายได้ของประเทศ 65%มาจากการส่งออก ตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องของอดีต ตรงข้ามปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงจนน่าใจหาย จนทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดบริษัท เลิกจ้างแรงงาน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสูงถึง 9 ล้านคนโดยประมาณ
       
        "ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้างเมื่อมาขึ้นทะเบียนว่างงานพร้อมแสดงความจำนงที่จะเข้ารวมในโครงการ"กู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น" ก็สามารถแจ้งได้ที่ สปส. ทันที แต่ทั้งนี้การจะได้เงินกู้เพื่อไปประกอบอาชะอิสระขึ้นอยู่กับ ธ.ก.ส. ที่จะเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งนอกจากต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อแล้วยังต้องเข้าร่วมอบรมวิชาชีพก่อน"
       
        เม็ดเงินในการให้ความช่วยเหลือโครงการนี้ สปส.ยอมหั่นดอกเบี้ยเงินฝากจากเดิมที่ได้ 2% ลงมาเหลือ 1% เพื่อให้ ธ.ก.ส. มีต้นทุนต่ำและสามารถให้สิเชื่อในดอกเบี้ยต่ำกับผู้เดือดร้อนจากการตกงาน โดย สปส.จะนำเงินฝากกับ ธ.ก.ส. จำนวน 4 พันล้านบาท
       
        แต่ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยง ไพฑูรย์ บอกว่าจะทยอยใส่เม็ดเงินลงในบัญชี ธ.ก.ส. เช่น งวดแรก ใส่ 300 ล้านบาท แล้วติดตามดูความคืบหน้าของโครงการว่าเป็นอย่างไร การปล่อยสินเชื่อนั่นเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ หากไม่เพียงพอก็จะฝากเงินเข้าไปอีก ส่วนที่ สปส.ให้ ธ.ก.ส. เป็นฝ่ายจัดการปล่อยสินเชื่อเพราะเห็นว่ามีความชำนาญในเรื่องการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ การตามหนี้ อีกทั้งมีสาขาจำนวนมาก ขณะที่ สปส. ไม่ได้มีความชำนาญทางด้านนี้
       
        "คงดีกว่าถ้าเราสามารถช่วยเหลือคนตกงานให้ประกอบอาชีพอิสระได้ เพราะการรับเงินชดเชยตกงาน 6 เดือน อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะภายหลังพ้น 6 เดือนหากยังไม่สามารถหางายได้ ภาระก็ยังตกอยู่ที่ตัวเขา ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยากเข้าไปช่วยเหลือวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับผู้ตกงาน"
       
        สำหรับ สปส. ปัจจุบันมีเงินฝากตามธนาคารต่างๆประมาณ 5-6 แสนล้านบาท และจำนำเงินจำนวน 10,000 ล้านบาท มาช่วยเหลือคนตกงาน แรงงานใหม่ที่เพิ่มจบและยังไม่สามารถหางานทำได้ก็สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ วงเงินส่วนนี้ให้ไว้กับ ธ.ก.ส. 4,000 ล้านบาท ส่วนอีก 6,000 ล้านบาทจะนำไปฝากที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห้งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1% เช่นกัน
       
        "กู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น" เป็นอีกโครงการที่มีแนวคิดไอเดียที่ดี เนื่องจากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแรงงานท้องถิ่นหลังไหลเข้าสู่เมืองหลวงจำนวนมาก จากความเจริญของตัวเมืองและโอกาสในการได้งานทำ ขณะที่ท้องถิ่นชนบทไกลปืนเที่ยงกลับมีแต่ผู้แก่ผู้เฒ่า ทำให้กำลังแรงงานเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นแทบจะไม่หลงเหลือ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวโทษแรงงานที่เข้ามาสู่ตัวเมืองได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการให้ความสนใจที่จะพัฒนาท้องถิ่นอย่างจริงจังต้องพึงพาความตั้งใจจริงจากภาครัฐด้วย
       
        เช่นเดียวกับโครงการ "กู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น" ที่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในระยะ กลางและระยะยาว เพื่อให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้แรงงานที่สร้างขึ้นกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนได้อย่างจริงจัง
       
       เอ็นนู ซื้อสุวรรณ รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกว่า โครงการนี้ให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของผู้ประกันตนที่ตกงานและไปขึ้นทะเบียนว่างงานกับ สปส. กับช่วยเหลือบัณฑิตจบใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาสู่ระบบแรงงานถึง 300,000 คน โดยให้บางส่วนที่สนใจอยากกลับไปประกอบอาชีพอิสระที่ท้องถิ่นได้มีโอกาสมีอบรมวิชาชีพกับ ธ.ก.ส.
       
        "ในส่วนของเรานั้นอยากเน้นไปที่ภาคการเกษตร แต่เป็นเกษตรกรพันธุ์ใหม่ที่สามารถหารายได้จากการทำไร่ทำนาด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากอดีต นั้นคือการมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีในการแปลงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น ดังนั้นในส่วนนี้ต้องอาศัยเวลาในการอบรม"
       
        แม้ตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรจะตกลง แต่ในอนาคตการทำเกษตรจะกลายเป็นอาชีพสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศชาติ ด้วยปัจจัยสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนไปจนทำให้ต่างประเทศต้องสั่งสินค้าเกษตรหรืออาหารเพิ่มขึ้น ในส่วนนี้ถ้าสามารถพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรได้อนาคตชาวไร่ชาวนาก็จะไม่อยากจน ซึ่งเกษตรพันธุ์ใหม่จะต้องมีความรู้ในด้านนี้
       
        เอ็นนู บอกว่า การแก้วิกฤตในโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น และ โครงการแก้ปัญหาการว่างงานให้กับบัณฑิตใหม่ ได้ตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมโครงการกลับไปประกอบอาชีพในภูมิลำเนาเดิมของตนเอง โดยวางเป้าหมายที่ 250,000 ราย โดยโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 100,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท สนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 6%ต่อปี 4,000 ล้านบาท และ โครงการแก้ปัญหาการว่างงานให้กับบัณฑิตใหม่ 150,000 ราย วงเงินสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส. ส่วนนี้ให้ที่ 6,000 ล้านบาท
       
        "ส่วนการให้ดอกเบี้ยที่ต่างกันนั้นเพราะโครงการกู้วิกฤตแรงงานคืนถิ่นเป็นเงินสนับสนุนจาก สปส.จำนวน 4,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำส่งผลให้อัตรากู้ของผู้ว่างงานที่เป็นผู้ประกันตนกับ สปส.ต่ำลงด้วยขณะที่บัณฑิตจบใหม่ ธ.ก.ส. ใช้ทุนดำเนินงานในการสนับสนุนสินเชื่อดังนั้นจึงต้องเรียกเก็บในอัตรราปรกติ"
       
        สำหรับผู้ประกันตนที่ต้องการเงินทุนประกอบอาชีพ และประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อยื่นคำขอกู้รายละเอียดหลักฐานประกอบการขอกู้กับธ.ก.ส.ได้ทุกสาขา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553
       
        ขณะที่ "เอสเอ็มอีแบงก์" ได้รับเงินสนับสนุนจาก สปส.วงเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท ในโครงการ "สินเชื่อชะลอการเลิกจ้างงาน"วงเงินจำนวนนี้จะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังย่ำแย่ อย่างธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอัญมณี ธุรกิจอะไหล่รถยนต์ ธุรกิจสิ่งทอเป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และนำทุนที่กู้นั้นไปหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป
       
       โดยสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถตืดต่อที่เอสเอ็มอีแบงก์ได้ทุกสาขาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ซึ่งแบงก์จะเป็นผู้พิจารณาสินเชื่อ โดยใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของทางธนาคาร
       
        สำหรับธุรกิจที่เน้นให้ความสำคัญนั้นจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่คาดว่าท้าฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศแล้ว ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทยอีกด้วย
       
        พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ เอสเอ็มอีแบงก์ บอกว่า ธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงแรม แต่ยังรวมถึง กลุ่มภัตคาร และสปาอีกด้วย ซึ่งถ้าหนุนธุรกิจเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ให้อยู่รอดต่อได้ ภาวะการเลิกจ้างแรงงานก็จะบรรเทาลงได้ และข้อสำคัญที่สุดของโครงการนี้คือเมื่อผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการนี้แล้วจะต้องไม่เลิกประอบกิจการโดยเด็ดขาด ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงจะมีการปรับโทษ
       
       "คุณสมบัติที่เข้าค่ายได้รับความช่วยเหลือนั้น นอกจาธุรกิจท่องเที่ยวบริการแล้วยังมีกลุ่ม ส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า ยานยนต์ เป็นต้น และเป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10คนขึ้นไป"
       
        อย่างไรก็ตามในรายละเอียดของการคาดโทษนั้นไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าจะเป็นการปรับเพิ่มดอกเบี้ยเท่าตัว หรือยึดวงเงินที่กู้ทั้งหมดคืน
       
       มาตรการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการลงนามบันทึกความร่วมมือส่วนจะเริ่มลงมือปฏิบัติจนเห็นเป็นรูปธรรม อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง อย่างโครงการที่ทำร่วมกับ ธ.ก.ส. อาจต้องใช้เวลาในการอบรมแรงงานซึ่งกว่าจะลงพื้นที่จริง ลงแรงจริงก็ราวๆเดือน มีนาคมหรือเมษายน เช่นเดียวกับโครงการที่ร่วมกับเอสเอ็มอีแบงก์
       
        ส่วนเรื่องของการบรรเทาวิกฤแรงงานได้มากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปเป็นรูปธรรมได้อีกเช่นกัน งานนี้อาจต้องดูอีกนาน แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้การหวังพึ่งพารัฐเพียงฝ่ายเดียวเห็นจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอ หากแต่การกลับไปใช้ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ต่างหาก ที่จะกลายเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในยามนี้

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM