ลูกจ้างสะอื้น! ธุรกิจรัดเข็มขัด เงินเดือนหด-โอทีหาย : SIAMHRM.COM

ลูกจ้างสะอื้น! ธุรกิจรัดเข็มขัด เงินเดือนหด-โอทีหาย





ชะตากรรมของนายจ้าง-ลูกจ้างในห้วงวิกฤติเศรษฐกิจแทบไม่แตกต่างกัน ทั้งคู่ต่างเหมือนยืนอยู่บนเส้นด้ายเปื่อยๆ นายจ้างทำได้เพียงแค่ประคองให้รอดสันดอนไปให้ได้ เพื่อปลดพนักงานให้น้อยและขอเป็นทางเลือกสุดท้าย วิกฤติระลอกนี้ จึงอยู่ในภวังค์แห่ง "หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก" ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

แนวโน้มการเลิกจ้างงานในห่วงวิกฤติเศรษฐกิจ นับวันจะรุนแรงเป็นทบทวี จับกระแสจากตัวเลขช่วงเดือนมกราคม 2552 มีผู้มาขึ้นทะเบียนสำนักงานประกันสังคม เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทน กรณีถูกเลิกจ้างสูงถึง 6.67 หมื่นคน

 น่าตกใจ เพราะเพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปีก่อนถึง 140.84%

 ยิ่งผลการสำรวจยังพบว่า ประเภทกิจการที่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วน การผลิตยานยนต์ การผลิตเครื่องเรือน การผลิตสิ่งทอ และการผลิตเครื่องจักร เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลงต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐและเอกชนต่างเร่งหามาตรการออกมารองรับ เพื่อไม่ให้ปัญหารุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติ

 สถานการณ์ของสถานประกอบการเยี่ยงนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการรัดเข็มขัด บางแห่งเลือกแนวทางการลดพนักงาน แต่มีอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามให้กระทบถึงแรงงานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 นายสมยศ กีรติชีวนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "ทาซากิ" และรับจ้างผลิตให้อีกหลายยี่ห้อดังทั้งในและต่างประเทศ ยอมรับว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงราว 30% ของลูกค้าต่างประเทศ ทำให้ต้องหาแนวทางลดต้นทุนในหลายด้าน เช่น ไม่รับพนักงานเพิ่มเมื่อมีพนักงานลาออก ลดเวลาทำงานจากเดิมที่เคยทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เหลือ 5 วัน รวมทั้งลดโอที

 "เริ่มเห็นเค้าลางมาตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้ว ก็บอกพนักงานว่า ปีนี้อาจต้องลำบากหน่อย พนักงานก็เข้าใจและรับสภาพได้ แต่เราจะไม่ใช้วิธีเลิกจ้าง หรือเออร์ลี่ รีไทร์ โดยในปี 2551 บริษัทยังจ่ายโบนัสเป็นกำลังใจให้แก่พนักงาน แต่ปีนี้คงไม่มีการขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัส หากเศรษฐกิจยังแย่อยู่เช่นนี้" นายสมยศบอก

 ที่สำคัญ หากแนวโน้มยอดสั่งซื้อยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจต้องปรับลดเวลาทำงานของพนักงานลงอีก ซึ่งพนักงานเข้าใจ และอาจต้องให้แรงงานส่วนหนึ่งไปฝึกอบรมพัฒนาฝีมือ เพื่อเตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจฟื้นตัว จะได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

 นายอัครเดช ชอบดี รองประธานสหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัมพันธ์ (สอฟส.) แกนนำกลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน และพนักงานบริษัท โฮยา กลาสดิสค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานในนิคมฯ ถูกลดโอที เงินพิเศษทำงานวันหยุด และจ่ายเงินค่าแรงเพียง 75% ของเงินเดือน แลกกับการเพิ่มวันหยุดให้แก่พนักงาน โดยเฉพาะพนักงานของบริษัท โฮยา ที่มีโรงงาน 2 แห่ง กำหนดให้พนักงานประจำโรงงานที่ 1 หยุดงาน 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม-21 เมษายน ส่วนโรงงานที่ 2 หยุดงาน 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์-21 เมษายน ทำให้รายได้ลดลงเหลือเฉลี่ยคนละ 4,000 บาทต่อเดือน จากเดิมเดือนละ 8,000-10,000 บาท

 จากวิกฤติดังกล่าว นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอ ชี้ว่า ครึ่งปีแรกการส่งออกน่าจะทรุดตัวลงมาก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องแรงงาน เพราะหากไม่ไหวจริงๆ บริษัทก็อาจต้องปลดคนงานบางส่วนเพื่อความอยู่รอด การปรับตัวก่อนที่จะนำไปสู่จุดนั้น ในขณะนี้ก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การลดเวลาทำงาน งดการจ่ายโอที เพื่อให้มีการเลิกจ้างน้อยที่สุด เพราะการเลิกจ้างอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคม และในส่วนของธุรกิจเอง หากการส่งออกฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง อาจจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้พลาดโอกาสในการค้าขายไปด้วย

 นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย เตือนว่า ระยะนี้ผู้ส่งออกควรประคองธุรกิจตัวเองก่อน โดยดูแลสต็อกสินค้าให้ดี เพราะหากไม่สามารถกระจายสินค้าในสต็อกไปได้ ก็อาจจะทำให้ติดขัดเรื่องเงินสดที่จะนำไปซื้อวัตถุดิบ ที่สำคัญช่วงเกิดวิกฤติน่าจะมีโอกาส จึงอยากให้ธุรกิจดูว่าจะทำอย่างไรจึงจะรักษาพนักงานเอาไว้ได้ อีกทั้งใช้จังหวะนี้ฝึกอบรมบุคลากรที่ยังมีจุดอ่อน โดยดูว่าขาดทักษะในด้านใดก็น่าจะจัดให้มีการอบรมเพิ่มเติม

 "ไม่อยากให้เร่งปลดคนงาน เพราะหากมีคำสั่งกลับเข้ามา ธุรกิจอาจจะไม่พร้อม และเสียออเดอร์ให้ประเทศคู่แข่งอื่นไป ยิ่งเสียดายไปอีก เข้าใจว่าในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ผู้ส่งออกอาจเดือดร้อน ลำบากและเหนื่อยมาก แต่ก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรที่ธุรกิจจะเสียหายน้อยที่สุด และให้ไปทำในเรื่องอื่น ทั้งการลดการทำงาน ลดโอทีลง เพื่อป้องกันแรงงานกลับสู่ท้องถิ่น และให้ถือเป็นการช่วยคนในทุกๆ ด้าน" นายดุสิตกล่าว

 ส่วนการปรับตัวของแรงงานนั้น นายอัครเดชกล่าวว่า ในกลุ่มพนักงานประจำออฟฟิศที่มีวันหยุดและเวลาว่างเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะหันไปเรียนต่อ หรือทำอาชีพเสริม เช่น รับซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ด้านภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินหลังรายได้ลดลง ทำให้ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น งดการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ถ้าผ่อนบ้านก็ไปเจรจากับธนาคารขอลดวงเงินผ่อนชำระรายเดือนและยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือคนที่พอมีเงินก็ลงทุนซื้อของมาขายตามตลาดนัด แหล่งชุมชน หรือถ้ามีรถกระบะก็จะรับจ้างขนย้ายสิ่งของ ย้ายหอ หรือกลับไปช่วยกิจการของครอบครัว ไปทำการเกษตรเพาะปลูกนำผลผลิตไปขาย

 ด้านแรงงานฝ่ายผลิตก็รวมกลุ่มกันไปเจรจากับเจ้าของหอพักหรือบ้านพักที่เช่าอยู่ เพื่อขอลดเงินค่าเช่าลงจากเดือนละ 300-500 บาท เจ้าของหอพักหลายรายใจอ่อนยอมลดค่าเช่าให้ เพราะเห็นใจแรงงานที่กำลังเดือดร้อน บางรายเริ่มมองหางานใหม่ ไปสมัครงานตามบริษัทหรือโรงงานที่เปิดรับ เช่น โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก หรือไปฝึกอบรมอาชีพเพิ่มเติม เพื่อหาช่องทางทำมาหากินที่จะทำให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มมาใช้จ่าย

 นายทิวา มัชณิมาเวช พนักงานรายวัน บริษัทผลิตปลากระป๋องส่งออกรายใหญ่ใน จ.สงขลา บอกว่า ขณะนี้ถูกลดเวลาทำงานลงจาก 12-15 ชั่วโมง เหลือแค่ 8 ชั่วโมง ไม่มีโอทีที่เคยได้ชั่วโมงละ 20-25 บาท ทำให้รายได้ลดลงจากเดือนละ 5,000-6,000 บาท เหลือเพียงเดือนละ 3,800-3,900 บาทเท่านั้น ซึ่งก็ต้องลดการใช้จ่ายลง ไม่ออกไปเที่ยวหรือกินข้าวนอกบ้าน หรือบางมื้อก็ห่อข้าวมาจากบ้าน ไม่ต้องซื้อข้าวที่โรงงาน

 "เดี๋ยวนี้ผมเลิกสูบบุหรี่เลย เหล้าที่เพื่อนเคยชวนไปนั่งดื่มหลังเลิกงานไม่เอาแล้ว ไม่มีโอทีผมก็ไปขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่มันก็ได้ไม่พอ เคยออกจากงานไปเป็นยามได้วันละ 200 บาท ผมหยุดงานไป 2 วัน เขาเอาคนใหม่มาเสียบ โดยไม่แจ้งสักคำ ผมขอค่าจ้างกลับบ้าน แต่เขาก็จ่ายไม่หมด ยังค้างอยู่อีก 5 วัน เงินเดือนเดือนแรกหักไปแล้วค่าชุด 1,600 บาท ค่าประกัน 1,000 บาท ค่าประกันสังคมอีก วันออกค่าประกันก็ไม่คืน จึงกลับมาทำงานในโรงงานอีกครั้ง" ทิวากล่าว

ที่มา : komchadluek.net



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM