| เมื่อพูดถึงแรงงานหรือจำนวนตัวเลขคนว่างงาน เรามักจะนึกถึงหรือกล่าวถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร ท่องเที่ยว
แรงงานเหล่านี้ มักจะได้รับการดูแล ได้รับความสนใจจากภาครัฐ
แต่แรงงานอีกภาคหนึ่ง ซึ่งเป็นภาคการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม หรือคืออุตสาหกรรมบริการภาคโลจิสติกส์ มักจะถูกลืมหรือกล่าวถึงน้อยมาก
อาจเป็นเพราะว่า ภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ประกอบกับผู้ประกอบการในภาคโลจิสติกส์ในอดีตที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจมากนัก แม้จะเป็นช่วง “ต้มยำกุ้ง” ก็ตาม
เพราะภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนั้น การนำเข้า-ส่งออกไม่ได้รับผลกระทบ ภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งผูกพันกับการนำเข้า-ส่งออกจึงไม่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
แต่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามแผ่ขยายไปทั่วโลกในปัจจุบัน กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้า-ส่งออก และการค้าภายในประเทศโดยตรง ภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์จึงได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
จากตารางตัวเลขจะเห็นได้ว่า ปริมาณงานทั้งระบบของโลจิสติกส์ลดลง โดยเฉลี่ยระหว่าง 20-30%
จากการประมาณการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางเรือ เครื่องบิน การขนส่งทางบกทั้งรถบรรทุก รถไฟ การให้บริการงานชิปปิ้ง การให้บริการด้านงานคลังสินค้า ทั้งในท่าเรือ สนามบิน และคลังสินค้าเอกชน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด การกระจายสินค้า พบว่าปริมาณแรงงานในภาคนี้น่าจะมีมากถึง 2.0 - 2.5 ล้านคน และมีความเป็นไปได้มากว่า ปริมาณคนว่างงานในอุตสาหกรรมนี้น่าจะมากถึง 300,000 คน ปริมาณแรงงานเหล่านี้ บางส่วนไม่ได้รับสวัสดิการสังคมจากรัฐบาล เช่น ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม
เพราะแรงงานเหล่านี้ บางส่วนเป็นแรงงานต่างชาติ บางส่วนทำงานกับเจ้านายซึ่งเป็นกิจการเล็ก ๆ กระจายตามต่างจังหวัด
ขณะเดียวกัน แรงงานกลุ่มนี้มีการศึกษาที่ไม่สูง บางส่วนเพียงแค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น จึงเป็นแรงงานที่อ่อนไหวต่อการก่อให้เกิดปัญหาต่อสังคม เป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสถูกชักจูงได้ง่ายให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นผลกระทบต่อสังคม
รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการที่ให้ความสำคัญกับแรงงานกลุ่มนี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ระยะสั้น
ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ โดยให้ธนาคารออมสิน ธนาคาร SMEs มีส่วนร่วมด้วยการให้กู้ในวงเงิน 5-10 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ จ่ายคืนเงินต้นให้หมดภายใน 5-8 ปี โดยจะต้องเร่งดำเนินการ
ระยะยาว
1. รัฐบาลต้องรีบเร่งดำเนินการให้แรงงานในภาคโลจิสติกส์ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ อันพึงควรมี ควรได้ เช่น การประกันสังคม และสวัสดิการพื้นฐานเบื้องต้นที่นายจ้างจะต้องจัดให้มี โดยให้แรงงานเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างทั่วถึง
2. รัฐบาลต้องกำหนดโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านนายจ้างและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้ เพราะแรงงานเหล่านี้ซึ่งเป็นกลุ่มคนรากหญ้าที่แท้จริงของระบบโลจิสติกส์ ยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง
ผมทราบดีว่า รัฐบาลมีโครงการเร่งด่วนและงานต่าง ๆ ที่ต้องทำอย่างมากมาย ผมอยากให้โครงการแก้ไขปัญหาการว่างงานในภาคโลจิสติกส์เป็นโครงการเร่งด่วนและสำคัญ และเป็นวาระแห่งชาติ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ฯ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรงพาณิชย์ ต้องช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วยอย่างจริงจัง
อย่ามัวแต่เกี่ยงกันหรือดูทิศทางว่า ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่
ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ความอยู่รอดของประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐจะต้องเร่งช่วยกัน
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
|