|
ชูแผนไทยเข้มแข็ง1.4ล้านล. จ้างงาน2ล้านคน-เก็บแน่ภาษีทรัพย์สิน
|
"กรณ์" โรดโชว์แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท มั่นใจเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทเริ่มสะพัด มิ.ย.นี้ ลุยถนนปลอดฝุ่น ชลประทานหมู่บ้าน สร้างบ้านพักข้าราชการ คาดมีการจ้างงาน 2 ล้านคน พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษไล่บี้หวั่นโครงการไม่เดินหน้าและดึงท้องถิ่นร่วมลงทุน ด้านรายได้เตรียมรีด 70,000 ล้าน จากเหล้า-เบียร์-บุหรี่ พ่วงน้ำมัน และลอตสองชงภาษีทรัพย์สินเข้าสภาสมัยหน้า
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งจะประกอบไปด้วยโครงการลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่ารวม 1.43 ล้านล้านบาท ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552-2555 โดยจะเสนอรายละเอียดของโครงการลงทุนทั้งหมดพร้อมกับกฎหมายกู้เงินอีก 2 ฉบับ ให้ที่ประชุมสภาพิจารณาในวันที่ 12 พ.ค.นี้ คาดว่าแผนการลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 1.6-2 ล้านคน และจะมีผลทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี
"ขณะนี้ต้องไปเร่งกฎหมายกู้เงิน 2 ฉบับให้เรียบร้อยก่อน โดยฉบับแรกจะออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบฯและนำมาใช้ในโครงการลงทุนของรัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 และอีกฉบับจะออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไม่เกิน 30 มิ.ย.นี้ พร้อมกันนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและให้เกิดการปฏิบัติได้จริง จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามและเร่งรัดโครงการลงทุน ซึ่งอาจจะเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ส่วนกรรมการจะประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง คมนาคม และเกษตรฯ นอกจากนี้เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะมีการประกาศความคืบหน้าของโครงการผ่านทางเว็บไซต์ เช่น ถนนปลอดฝุ่นของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เปิดประมูลเมื่อไหร่ ดำเนินการไปถึงไหน เซ็นรับมอบงานไปแล้วหรือยัง เป็นต้น"
นายกรณ์ได้กล่าวถึงการโรดโชว์ให้นักลงทุนในประเทศและนักลงทุนที่สิงคโปร์ต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ประเด็นที่นักลงทุนซักถามกันมากคือ รัฐบาลได้วางแนวทางที่จะผลักดันโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและทันภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
ในประเด็นนี้ได้ชี้แจงไปว่า ไม่ว่าพรรคไหนที่ชนะการเลือกตั้งได้เข้ามาเป็นรัฐบาล หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ลงทุนทำโครงการเหล่านี้ เพราะถ้าไม่ลงมือทำตอนนี้ ไปทำในปี 2554 ถือว่าสายไปแล้ว เพราะในกฎหมายกู้เงินทั้ง 2 ฉบับระบุว่า รัฐบาลจะต้องลงนามกู้เงินก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 หลังจากนี้กู้ไม่ได้ และถ้าถามว่า รัฐบาลจะอยู่จนครบเทอมหรือไม่นั้น หากตั้งสมมติฐานว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ตนเชื่อว่าภายใน 12 เดือนข้างหน้าน่าจะมีการลงนามในสัญญาผูกพันไปบ้างแล้ว ถือว่าเป็นการวางรากฐานของประเทศที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า transformational ยิ่งใกล้วันที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ในทางการเมืองยิ่งต้องเร่งการใช้จ่ายเงินจากภาครัฐ
นายกรณ์กล่าวว่า สาเหตุที่จะต้องมาเร่งทำโครงการลงทุนกันในช่วงนี้ เหตุผลคือ 1.ขณะนี้ในระบบมีสภาพคล่องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องไปนำเงินของภาคเอกชนมาลงทุนเอง เพื่อเพิ่มรอบหมุนให้กับระบบเศรษฐกิจ 2.เป็นช่วงที่ต้นทุนต่างๆ ต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน เป็นต้น 3.กำลังการผลิตของภาคเอกชนมีเหลือมาก และ 4.มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาคนตกงานอีกด้วย
"ที่ผ่านมามีการพูดถึงโครงการเมกะ โปรเจ็กต์มาเป็น 10 ปี แต่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ครั้งนี้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง นายกรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ว่า จะต้องอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาล 7 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านคมนาคม, พลังงาน, การศึกษา, ท่องเที่ยว, สาธารณสุข, ส่งเสริมศักยภาพชุมชนและสร้างสรรค์นวัตกรรมรูปแบบใหม่ โดยกลั่นกรองจากวงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท เหลือ 1.43 ล้านล้านบาท โดยวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรกจะเริ่มได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งรายละเอียดโครงการมีแล้วว่าจะทำโครงการไหนบ้าง อาทิ ถนนปลอดฝุ่น ระบบชลประทานระดับหมู่บ้าน สร้างบ้านพักข้าราชการ-ตำรวจ เป็นต้น"
รื้อภาษีปั๊มรายได้ 7 หมื่นล้าน
นายกรณ์กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากในปีนี้และคาดว่าจะมีผลกระทบไปถึงปีหน้าด้วย แต่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด จึงได้ปรับลดวงเงินงบฯปี 2553 จาก 1.9 ล้านล้านบาท ลงมาเหลือ 1.7 ล้านล้านบาท เพื่อรักษากรอบการขาดดุลเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับเสนอที่ประชุม ครม.ให้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสุรา เบียร์ ยาสูบ น้ำมัน เพื่อทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกปีละไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท
"แค่นี้ยังไม่พอ ขั้นต่อไปจะมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทรัพย์สิน หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับปัจจุบันให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผมเอาแน่ แต่คงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาไม่ทันในการประชุมสมัยนี้ แต่จะเสนอในสมัยถัดไป เพราะฉะนั้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้คงจะต้องให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปเดินสายทำประชาพิจารณ์ในระดับท้องถิ่น เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ"
ดัน อปท.ร่วมลงทุนกับรัฐบาล
นอกจากนี้ตนยังได้มีการหารือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่เกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น ควรจะต้องมีแผนการเพิ่มศักยภาพให้กับท้องถิ่นในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นเองก็มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและรายได้อื่นๆ มีความสามารถในการระดมทุนออกพันธบัตรได้ ซึ่งทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาหาทางสนับสนุนแผนการระดมทุนของ อปท. รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
"ยกตัวอย่าง อบต.แห่งหนึ่งต้องการที่จะสร้างศูนย์การประชุมนานาชาติ ถ้าคิดว่าเป็นโครงการที่ดีจริง ทำแล้วจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับรัฐบาลกลางด้วย ในหลักการก็ยังมีการกระจายอำนาจทางการคลังอยู่ ขณะเดียวกันก็ควรจะกระจายภาระและความรับผิดชอบทางด้านการเงินตามไปด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลท้องถิ่น" นายกรณ์กล่าว
หน้า 1
ที่มา : matichon.co.th
|
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|