เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrants-ANM) และเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group-MWG) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน เนื่องในวันกรรมกรสากล ความว่า เนื่องด้วยวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันกรรมกรสากล ซึ่งเป็นวันที่กรรมกรทั้งหลายได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องทวงถามสิทธิความเป็นมนุษย์ของตน เรียกร้องให้รัฐและนายจ้างปฏิบัติต่อแรงงานในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจและสังคม เป็นการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้การทำงานที่มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์มิใช่ถูกใช้แรงงานเยี่ยงเครื่องจักร โดยเรียกร้องให้แรงงานจะต้องได้รับชั่วโมงการทำงาน การพักผ่อน และการศึกษาหาความรู้อย่างละแปดชั่วโมงต่อวัน
จนกระทั่งระบบนี้กลายเป็นมาตรฐานด้านสิทธิแรงงานที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามแม้จะผ่านการต่อสู้เรียกร้องของกรรมกรทั่วโลกมาเนิ่นนาน แต่กระนั้นก็ตามการละเมิดสิทธิแรงงาน สิทธิของผู้ใช้แรงงานก็ยังถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แรงงานกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยที่ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิแรงงานก็คือ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้เพราะเนื่องจากแรงงานข้ามชาติไม่สามารถที่จะเข้าถึงกลไกการคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ได้เนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ คือแรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงนโยบายการจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานได้ เนื่องจากระบบการจดทะเบียนในปัจจุบันยังเป็นระบบที่ปิด ยากต่อการเข้าถึง โดยจำกัดให้แรงงานที่เคยอยู่ในระบบเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่ระบบได้ ทำให้การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติจึงมีจำนวนแรงงานที่มาจดทะเบียนลดลงทุกปี ขณะเดียวกันกลไกการพิสูจน์สัญชาติที่ดูเหมือนจะเป็นกลไกเดียวที่รัฐบาลปักใจเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติได้ กับไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือความต้องการของแรงงานข้ามชาติเลย
ประการต่อมา แรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงช่องทางการคุ้มครองสิทธิได้เนื่องจากกลไกการช่วยเหลือในเรื่องการสื่อภาษา การรับรู้ข้อมูลยังไม่เกิดขึ้นจริง ควบคู่ไปกับความซับซ้อน ความยุ่งยาก และอคติของผู้บังคับใช้กฎหมายต่อพวกเขาเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็มีข้อกฎหมายจำนวนหนึ่งที่ยังกีดกันไม่ให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายกำหนด ขณะเดียวกันสิ่งที่จะคอยปกป้องคุมครองสิทธิแรงงานของตัวแรงงานข้ามชาติเอง ซึ่งได้แก่ การรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน ก็ยังถูกจำกัดการเป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นกรรมการสหภาพแรงงานตาม พรบ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
การเข้าไม่ถึงการมีสถานภาพตามกฎหมาย การไม่สามารถเข้าถึงและรับรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการไม่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ได้ทำให้สถานการณ์การละเมิดสิทธิแรงงาน จึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในฐานะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ องค์กรด้านแรงงาน และเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานใกล้ชิดกับแรงงานข้ามชาติ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงบทบาทสำคัญของแรงงานข้ามชาติที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในช่วงยุคสมัยใหม่ และมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เราเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้คือ
1. สิทธิในการรวมตัวต่อรองของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยต้องได้รับการเคารพ ส่งเสริมและตระหนักถึงหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐาน ในเรื่องเสรีภาพในการรวมตัวและสมาคม โดยต้องดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้แรงงานข้ามชาติสามารถเป็นผู้ก่อตั้ง เป็นกรรมการสหภาพแรงงานได้ ทั้งนี้ขอให้มีการแก้ไขโดยตัดคำว่า สัญชาติไทยออก เพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติ และเป็นการส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและต่อรองของแรงงานทุกคนในประเทศไทย และรัฐบาลต้องลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ98 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งรับรองสิทธิในการรวมกลุ่ม การจัดตั้งสหภาพแรงงาน และการเจรจาต่อรอง
2.รัฐบาลต้องลงนามรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ. 1990 (International Convention on the Protection of the Rights of All Migrant Workers and Member of their Families 1990) เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการจัดการ และให้การปกป้องคุ้มครองแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ
3.กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานต้องอนุญาตให้มีการจ้างแรงงานข้ามชาติทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยส่งเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติ” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.กระทรวงแรงงานต้องจัดตั้งกลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม ซึ่งกลไกดังกล่าวจะต้องเป็นกลไกที่แรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีความเป็นมิตร รวมทั้งมีการทำงานเชิงรุกในการให้ความรู้สิทธิและความรับผิดชอบต่อแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยด้วย
5.การได้รับยาต้านไวรัส และการได้รับการบริการด้านสุขภาพกรณีของโรคเอดส์เป็นความจำเป็นและเป็นสิ่งที่สำคัญในการดูแลรักษาชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นรัฐควรจะให้แรงงานข้ามชาติที่มีบัตรประกันสุขภาพได้รับยาต้านไวรัส และระบบการบริการด้านสุขภาพแบบเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่นๆ รวมถึงต้องมีมาตรการระยะยาวในการดูแล รักษาและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อเอชไอวี มากกว่าที่จะรองบประมาณจากกองทุนโลก (GF)
6.กระทรวงแรงงานจะต้องออกกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในบ้าน ให้ได้รับสิทธิแรงงานในฐานะผู้ใช้แรงงานคนหนึ่งที่พึงได้รับตามสิทธิแรงงาน ทั้งในเรื่องค่าแรง วันหยุด เงินชดเชย สัญญาจ้างงาน และสิทธิอื่นๆ
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:22:10 น. มติชนออนไลน์