การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย

การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ท่านผู้อ่านครับ ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2555 กรมสรรพากรได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2556 เป็นร้อยละ 20 ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
altอย่างไรก็ดี เมื่อผมได้มีโอกาสไปประชุมหรือสัมมนาในที่ต่างๆ ก็มักจะมีคำถามเสมอว่า ทำไมจึงต้องมีการปรับลดอัตราภาษี หรือปรับลดอัตราภาษีแล้วจะมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีอากรอย่างไร หรือเมื่อปรับลดอัตราภาษีแล้วเปรียบเทียบกับอัตราของต่างประเทศเป็นอย่างไร ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้เขียนสรุปให้ท่านผู้อ่านรับทราบครับ
1. การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย
ประเทศไทยจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 30 มาตั้งแต่ปี 2535 โดยจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวสำหรับทุกบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล อย่างไรก็ดี ในระยะเวลาต่อมาได้มีการปรับลดอัตราภาษีเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ กิจการหรือบริษัทเป้าหมายที่ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริม โดยมีรายละเอียดดังนี้
2. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
จากการศึกษาข้อมูลของ KPMG International ที่ได้มีการสำรวจในปี 2554 พบว่าอัตราเฉลี่ยของภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในรอบ 5 ปี (พ.ศ. 2549 - 2554) มีแนวโน้มลดลงดังนี้
สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนในปี 2554 มีอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้


alt 3. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จากการข้อมูลอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะพบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาอัตราภาษีมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ยในปี 2549 อยู่ที่ร้อยละ 25.28 ลดลงมาเป็นร้อยละ 22.96 ในปี 2554 ดังนั้น จากข้อมูลส่วนนี้จึงกล่าวได้ว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกปรับตัวในทิศทางที่ลดลง
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบอัตราภาษีของกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะได้มีการรวมตัวเป็น ASEAN Economic Community (AEC) ในปี 2558 นั้น พบว่าอัตราภาษีของประเทศไทยมีอัตราที่สูง โดยเท่ากับอัตราของประเทศพม่าและฟิลิปปินส์ และหากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับเดียวกับประเทศไทย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งของประเทศสิงคโปร์ จะพบว่าประเทศเหล่านี้ต่างมีอัตราภาษีต่ำกว่าของประเทศไทยทั้งสิ้น
ดังนั้น จากเหตุผลที่ได้กล่าวข้างต้น หากจะให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งเพื่อเป็นการรองรับการเกิด AEC ในปี 2558 ที่สินค้า บริการ การลงทุน แรงงาน และเงินทุนที่เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นจะต้องปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง และต้องเป็นไปในอัตราที่แข่งขันได้ ซึ่งอัตราใหม่ของประเทศไทยที่จัดเก็บในปี 2555 ที่อัตราร้อยละ 30 และในปี 2555 ที่อัตราร้อยละ 20 นั้น จะทำให้อัตราภาษีของประเทศไทยต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลก และหากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ AEC แล้ว จะต่ำกว่าทุกประเทศยกเว้นประเทศสิงคโปร์เท่านั้น
altอย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราภาษีของประเทศไทยนั้น ในช่วงแรกจะมีผลกระทบอยู่บ้างในเรื่องรายได้ภาษีอากร โดยจะมีภาษีสูญเสียในช่วงปี 2555 ถึง 2557 อยู่ประมาณ 150,000 ล้านบาท
4. บทสรุป
เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรือเฉพาะในกลุ่มประเทศ AEC ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดอัตราภาษีลง และต้องปรับลดลงในอัตราที่เหมาะสมด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้บริษัทไทยมีต้นทุนต่ำพอที่จะสามารถแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งยังต้องเพียงพอในการดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย สำหรับกรณีของภาษีสูญเสียในช่วงแรกนั้น หากต่อมาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เติบโตขยายตัว ประเทศไทยก็จะได้ภาษีกลับคืนมาในระยะเวลาต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,750 21-23 มิถุนายน พ.ศ. 2555





จำนวนผู้ชม 5590 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์