ประเภทของสวัสดิการ

ประเภทของสวัสดิการ | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM




ประเภทของสวัสดิการ

 
 
เราอาจแบ่งสวัสดิการออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้
 
1. สวัสดิการเพื่อความมั่นคงและสุขภาพของพนักงานลูกจ้าง ( Employee security and health )
 
2. สวัสดิการที่จ่ายตอบแทนเมื่อลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ( Pay for time not work )
 
3. สวัสดิการบริการ ( Employee services )
 
สวัสดิการที่ลูกจ้างได้รับหลายอย่างนั้นเกิดจากการที่รัฐออกกฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่าย นอกเหนือจากสวัสดิการที่นายจ้างได้จ่ายให้ตามปกติ ดังนั้นแต่ละประเภทของสวัสดิการจึงอาจมีทั้งที่ถูกบังคับให้จ่ายโดยรัฐ ( mandatory benefits ) และจ่ายตามนโยบายขององค์การเอง ( non- mandatory benefits ) นอกจากนี้ในพระราช-บัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับ พ.ศ. 2541 หมวด 7 มาตรา 96-97 รัฐได้กำหนดให้ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป จัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการ เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวได้ร่วมหารือกับนายจ้างเพื่อจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างตลอดจนให้คำปรึกษาหารือเสนอความคิดเห็นเรื่องการจัดสวัสดิการ รวมถึงได้ตรวจตรา ควบคุม ดูแลการจัดสวัสดิการด้วย
 
 
1. สวัสดิการเพื่อความมั่นคงและสุขภาพของพนักงานลูกจ้าง ( Employee security and health )ได้แก่
 
1.1. สวัสดิการการรักษาพยาบาล ( Medicare Benefits )
โดยปกติรัฐได้กำหนดให้องค์กรจัดสวัสดิการในการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้แก่ลูกจ้างพนักงานอยู่แล้ว เช่น นายจ้างต้องจัดห้องพยาบาล พยาบาล หรือแพทย์ประจำ เพื่อบริการลูกจ้างตามขนาดของกิจการ องค์การธุรกิจบางแห่งจัดสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างเอง นอกเหนือจากสิทธิที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนประกันสังคม องค์การหลายแห่งใช้วิธีประกันสุขภาพพนักงานหรือประกันอุบัติเหตุกับบริษัทประกัน โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันให้ การให้การรักษาพยาบาลต้องกำหนดลงไปในรายละเอียดว่าจะครอบคลุมมากน้อยแค่ไหนเช่น
1.1.1. การรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ( outpatient )
1.1.2. การผ่าตัดรักษา ( operation )
1.1.3. การใช้บริการห้องปฏิบัติการพิเศษ ( laboratory )
ขอบเขตของการให้สวัสดิการชนิดนี้อาจครอบคลุมไปถึง ครอบครัวของลูกจ้างด้วย ขอบเขตและระดับการรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลูกจ้าง นโยบายขององค์การ บางองค์การอาจกำหนดเป็นจำนวนเงินที่องค์การจะรับผิดชอบให้เป็นรายปี โดยไม่กำหนดวิธีการและชนิดของการรักษาก็ได้
 
1.2. การให้เงินทดแทน ( Disability Benefits or Employment Injury Benefits )
เป็นสวัสดิการที่ให้กับพนักงานที่ไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพอันเนื่องมาจากการทำงาน ตามปกติพนักงานเหล่านี้ก็จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินทดแทนตามสิทธิของผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงินทดแทนได้กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2537 แต่องค์การอาจจัดสวัสดิการให้เพิ่มเติมจากนี้ก็ได้
 
1.3. การประกันชีวิต ( Life Insurance )
การประกันชีวิตพนักงานลูกจ้างเป็นการให้หลักประกันความมั่นคงแก่ครอบครัวของลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิตซึ่งนับเป็น สวัสดิการให้แก่ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ ( Survivor Benefits ) ของลูกจ้างด้วย การประกันชีวิตนี้องค์การนิยมทำประกันชีวิตกับบริษัทประกัน และมักเป็นการประกันกลุ่มซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกกว่าสำหรับวงเงินประกันจะมากหรือน้อยแล้วแต่นโยบายขององค์การ
 
 
1.4. บำนาญ ( Pension Benefits )
วัตถุปะสงค์ของการจ่ายสวัสดิการบำนาญเพื่อให้ลูกจ้างที่เกษียณอายุไปแล้ว สามารถดำรพชีพอยู่ได้ด้วยเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งองค์การจะจ่ายให้ทุกเดือนในระยะเวลาหนึ่ง หรือจนกว่าลูกจ้างจะเสียชีวิต สวัสดิการชนิดนี้เป็นภาระหนักแก่องค์การเพราะว่า ค่าใช้จ่ายนี้ประมาณการได้ยากอีกทั้งแนวโน้มต่อไปก็คือ คนจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้นกว่าเดิม ส่วนใหญ่สวัสดิการชนิดนี้มักจะจ่ายในองค์การขนาดใหญ่ ซึ่งมีกองทุนสวัสดิการมาก องค์การที่มีการวางแผนในเรื่องเงิน และการบริหาอย่างดี เช่น
1.4.1. การตั้งกองทุนบำนาญ  (pension fund)  
1.4.2. มีการวางแผนเกี่ยวกับการหักเงินสมทบอย่างดี (salary deduction plan)  
1.4.3. มีการกำหนดอายุงานและสัดส่วนของบำนาญที่จะได้รับ เป็นต้น
 
 
1.5. การให้สิทธิการซื้อหุ้นหรือการจ่ายสวัสดิการในรูปของหุ้น (employee stock options)
การจ่ายผลประโยชน์ให้กับพนักงานลูกจ้างในรูปของหุ้นบริษัท หรือให้สิทธิในการซื้อหุ้นนี้ ก็เพื่อจูงใจให้พนักงานลูกจ้างมีความรักองค์การ ทุ่มเททำงานให้กับองค์การ เพราะตนเองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของคนหนึ่งขององค์การด้วยเช่นกัน แนวคิดเรื่องของการจ่ายผลประโยชน์ในรูปของหุ้นนี้เป็นที่นิยมขึ้นมากเรื่อยๆในปัจจุบัน
 
 
1.6. สวัสดิการอื่นๆ (Other Benefits)   
องค์การสามารถจัดสวัสดิการแบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข้อที่กล่าวมาข้างต้นได้ตามความเหมาะสมเช่น
1.6.1.  บางองค์การอาจมีบำเหน็จเป็นเงินก้อนแก่พนักงานครั้งเดียวเมื่อเกษียณงาน (Lump sum payment)
1.6.2.  ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง (severance pay)  
1.6.3. ให้สิทธิในการลาโดยไม่รับค่าจ้างเป็นระยะเวลาหนึ่ง (Leave without pay)  
เนื่องด้วยความจำเป็นหรือเหตุผลส่วนตัว เช่น ลาศึกษาอบรม ลาเลี้ยงดูบุตร หรือบุพการี โดยไม่ได้รับค่าจ้างขณะลา แต่ยังคงสภาพของสมาชิกองค์การไว้ เป็นต้น
 
 
2.  สวัสดิการที่จ่ายตอบแทนเมื่อลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ( Pay for time not work )
สวัสดิการชนิดนี้เป็นที่ชื่นชอบแก่พนักงานมากที่สุด สวัสดิการเหล่านี้ก็ได้แก่การให้สิทธิในการลาต่างๆ โดยได้รับค่าจ้างเสมือนหนึ่งได้มาทำงานตามปกติ กฎหมายได้กำหนดให้มีวันหยุดประจำปีตามราชการอย่างน้อยปีละ 13 วันอยู่แล้ว วันหยุดนอกเหนือจากนี้อาจทำได้ตามความเหมาะสม
 
 
2.1.  วันหยุดพักผ่อนประจำปี ( Vacations )
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 2 มาตรา 30 ได้กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน องค์การจะให้มากกว่านี้ก็ได้และวิธีบริหารวันหยุดว่าจะให้หยุดอย่างไร เมื่อใด มีการสะสมวันหยุดได้หรือไม่ ฯลฯ นั้น ให้ตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง บางองค์การอาจมีเงินสวัสดิการจ่ายให้พนักงานลูกจ้าง เพื่อใช้จ่ายในวันพักผ่อนประจำปีก็ได้
 
2.2. วันหยุด ( Holidays )
วันหยุดนี้ได้แก่วันหยุดราชการประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดจำนวน 13 วัน นอกจากนี้องค์การอาจมีวันหยุดอื่นๆได้อีก เช่น วันหยุดตามประเพณี วันหยุดทางศาสนา หรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น
 
2.3. วันลาเนื่องด้วยกิจส่วนตัว ( Personal excused absences )
วันลาเหล่านี้เป็นวันลาด้วยธุระส่วนตัว ซึ่งมีทั้งที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาได้ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ( เช่น ลาเพื่อรับราชการทหาร ลาบวช ลาเพื่อทำหมัน ลาป่วย ฯลฯ ) และการที่องค์การให้สวัสดิการการลาพิเศษนอกเหนือจากกฎหมายกำหนด เช่น
2.3.1. ลาเพื่อไปติดต่อราชการ ( Civic duty )
2.3.2. ลาไปงานศพของคนในครอบครัว ( Death in family )
2.3.3. ลาเพื่อสมรส ( Marriage )
2.3.4. ลาเพื่อดูแลบุตร ( Paternity leaves ) เป็นต้น
การลาโดยยังได้รับค่าจ้างนี้องค์การต้องกำหนดจำนวนวันไว้ว่าไม่เกินกี่วันต่อปี เพื่อให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติและไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหาร ส่วนใหญ่องค์การมักเรียกรวมๆกันว่าสิทธิในการลากิจส่วนตัว
 
3. สวัสดิการบริการ ( Employee Services )
สวัสดิการบริการนี้จะมีมากชนิดที่สุด แต่ละองค์การสามารถจัดหาได้มากหรือน้อยได้ตามความเหมาะสมขององค์การ บริการเหล่านี้เช่น  
3.1. เครดิตยูเนียน ( Credit unions )
3.2. โบนัสปีใหม่หรือตรุษจีน ( New year’s bonus )
3.3. อาหารกลางวันหรือเย็น ( Food service )
3.4. เสื้อทำงาน ( Career clothing )
3.5. การให้คำปรึกษาหารือ ( Counseling )
3.6. รถรับส่ง ( Transportation )
3.7. ที่จอดรถ ( Parking )
3.8. สวัสดิการรับเลี้ยงเด็ก ( Child care )
3.9. สิทธิในการซื้อสินค้าและบริการในราคาพนักงาน ( Merchandise purchasing )
3.10. เงินกู้ฉุกเฉิน ( Emergency loan )
3.11. รถประจำตำแหน่ง ( Company car )
3.12. บริการเพื่อสุขภาพ ( Fitness and wellness programs ) เป็นต้น




จำนวนผู้ชม 58072 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์