ทิศทางธุรกิจและการบริหาร HR ปี 2550

ทิศทางธุรกิจและการบริหาร HR ปี 2550 | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


ทิศทางธุรกิจและการบริหาร HR ปี 2550
Post Today - สวัสดีปีใหม่ค่ะ! ต้นปีอย่างนี้องค์การธุรกิจมักจะตื่นตัวกับการคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปีกุนกันมาก ถือว่าเป็นธรรมเนียมเลยทีเดียวที่จะต้องสรรหาผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับชาติ นักการเงิน นักการตลาด และนักการเมืองมาเสวนาถกปัญหาว่าปีนี้มันจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจจะดีไหม? การเมืองจะมั่นคงไหม? ข้าวจะยาก หมากจะแพง น้ำจะแล้งรึเปล่า? หุ้นล่ะ...หุ้นจะขึ้นหรือจะตก? สารพันร้อยแปดคำถามล้วนมีมาจากนักธุรกิจ ตลอดจนประชาชนคนธรรมดาที่กังวลเรื่องปากท้อง

ทางฝั่งของพวกเราชาว HR ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน มีการตั้งคำถามว่าปีนี้เรื่องคนจะมีปัญหาอะไรบ้างไหม จะหาคนที่มีคุณสมบัติที่ต้องการได้ที่ไหน? เมื่อไหร่? ราคาเท่าใด? จะพัฒนาพนักงานอย่างไร? จะรักษาพวกเขาอย่างไร? มีเครื่องมือใหม่หรือแนวคิดใหม่สำหรับการบริหาร HR หรือไม่? ฯลฯ อุ๊ย! คำถามมีมากเหมือนสาขางานอื่นๆ แหละคะ สำคัญอยู่ที่ว่าจะหาคำตอบดีๆ ได้หรือเปล่า

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า มิฉะนั้นแล้วอาชีพหมอดูคงไม่เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมสนใจของคนทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย หรือคนเอเชียเท่านั้น ว่ากันว่า แม้แต่นักการเมืองของสหรัฐอเมริกา ก็ยังเชื่อหมอดู มีเสียงซุบซิบว่า นางแนนซี เรแกน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ก็มีความเชื่อในเรื่องโชคลางเช่นกัน ไม่เชื่อ...ก็อย่าลบหลู่

แต่ที่เราจะพูดคุยกันในสัปดาห์นี้ไม่ใช่เรื่องของโชคลาง แต่เป็นเรื่องของการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ทั่วโลกที่จัดโดย The Economist Intelligence Unit (EIU) และ New York Stock Exchange (NYSE)        ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือจากนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินทั่วโลก 2 สถาบันนี้ได้สำรวจความคิดเห็นและการคาดการณ์ของเหล่า CEO ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียว่าในปี 2006–2008 นั้น สภาพการณ์ของสิ่งแวดล้อมของโลกที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร อะไรคือสิ่งท้าทายทางธุรกิจ พวก CEO เตรียมกลยุทธ์ธุรกิจอะไรไว้บ้าง กลยุทธ์ธุรกิจของพวกเขามีผลกระทบหรือเกี่ยวเนื่องกับกลยุทธ์ HR อย่างไร ทั้งนี้ชาว HR จะได้ปฏิบัติหน้าที่งานของเราอย่างมีข้อมูล อย่างคนที่ทำการบ้านมา และมองอนาคตออก แม้จะเป็นบางส่วนว่าเราควรจะก้าวไปทางไหน และอย่างไร

สิ่งท้าทายธุรกิจในปี 2006-2008 คืออะไร

CEO ที่ถูกสำรวจความเห็นโดย EIU มองว่าสิ่งท้าทายการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จที่ติดอันดับสูงสุด 5 ประการคือ

  1. การเข้าใจ (ความต้องการ รสนิยม พฤติกรรม) ของลูกค้าในเขตแดนหรือประเทศต่างๆ
  2. บริหารทีมงานข้ามเขตแดนหรือประเทศอย่างมีประสิทธิผล
  3. สรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพสูงในเขตแดนต่างๆ
  4. สื่อสารวิสัยทัศน์ทางกลยุทธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน (อีกนัยหนึ่งคือมีวิสัยทัศน์ทางกลยุทธ์ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวทั่วทั้งองค์การไม่ว่าพนักงานจะทำงานอยู่ในเขตประเทศใด– ผู้เขียน)
  5. สร้างแบรนด์ที่มีประสิทธิผลในเขตแดนต่างๆ

จากรายการดังกล่าวข้างต้น เราจะสังเกตได้ว่าสิ่งท้าทายที่ CEO มองเห็นนั้นมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องของการตลาด และเรื่องของการบริหารคน เรื่องของการตลาด ก็คือเรื่องของลูกค้าและการสร้างแบรนด์ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการสร้างทั้งแบรนด์ของสินค้าและแบรนด์ขององค์การ ส่วนเรื่องของการบริหารคน ก็คือการสื่อสารวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ขององค์การให้พนักงานมีความเข้าใจตรงกัน การสรรหาคนเก่งๆ จากเขตแดนทั้งหลายให้มาทำงานกับองค์การ และการบริหารทีมงานที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ให้ทำงานอย่างมีเอกภาพเป็นทีมเดียวกัน

หลังจาก EIU ได้สำรวจเรื่องสิ่งท้าทายแล้ว ก็ได้สอบถามความเห็น CEO ในประเด็นต่อไปว่า แล้วจะวางกลยุทธ์ในปี 2006–2008 อย่างไร ทั้งนี้กลยุทธ์ที่สำคัญ 5 ลำดับแรก มีดังนี้

  1. ต้องหาลูกค้าใหม่
  2. ต้องสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าที่มีอยู่แล้ว
  3. ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ
  4. สร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่
  5. บุกตลาดและพัฒนาตลาดในต่างประเทศ

เมื่อผู้เขียนพิจารณากลยุทธ์ 5 ประการ ที่เหล่า CEO โหวตว่า เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ 5 อันดับแรก ก็รู้สึกไม่แปลกใจเลยที่เป็นเรื่องของการตลาดเสียเป็นส่วนใหญ่ มีเรื่องของพัฒนาสินค้าใหม่ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างนวัตกรรมอยู่เพียง 1 กลยุทธ์ แม้ว่าในขณะที่ผู้เขียนไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะชินเสียแล้วกับการเห็น CEO สนใจแต่เรื่องของการตลาดแต่ผู้เขียนก็รู้สึกผิดหวังที่เรื่องของกลยุทธ์การบริหารคนไม่ติด 1 ใน 5 อันดับแรกเลย ทั้งๆ ที่พอพูดถึงสิ่งท้าทาย CEO ก็ยอมรับว่าเรื่องของการสรรหาคนเก่ง และการบริหารทีมข้ามเขตแดนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างนี้แปลว่าอะไรหนอ? ถ้าจะให้คาดเดาก็อยากจะเดาว่าเป็นเพราะ CEO นั้นถูกโปรแกรมให้ฝังใจว่าการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เอะอะก็ต้องเอาการตลาดนำหน้า จนละเลยที่จะตรวจสอบว่ากลยุทธ์ธุรกิจขององค์การนั้นสอดคล้องกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้ให้มากความเกินไป แต่จะขอดำเนินเรื่องต่อโดยจะนำเสนอข้อมูลจาก EIU ต่อไป คือเรื่องประเด็นคำถามว่า ประเด็นอะไรจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติการที่เป็นเรื่องสำคัญในลำดับต้นๆ (Company’s Operational Priorities) สำหรับปี 2006-2008 ผลปรากฏว่า CEO ได้เลือกแผนการปฏิบัติการที่สำคัญ 5 ลำดับแรก ดังนี้

  1. ปรับปรุงการขายและการตลาด
  2. บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM) ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น
  3. คุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการต้องดีขึ้น
  4. ปรับปรุงการบริหารองค์ความรู้ (Knowledge Management)
  5. สรรหา พัฒนา และบริหารพนักงานให้ดีขึ้น

แปลกไหมล่ะคะ? ที่ตอนวางกลยุทธ์ไม่เห็นพูดเรื่องคนเลย แต่พอมาถึงเรื่องการปฏิบัติการก็มีเรื่องของคนหรือที่เกี่ยวกับคนอยู่ 2 ประเด็น คือข้อ 4 และข้อ 5 นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการตลาด

เราได้ดูการสำรวจของ EIU มา 3 ประเด็นแล้ว ขอนำเสนอข้อมูลจากทาง NYSE บ้างนะคะ เพื่อเป็นการเสริม ทาง NYSE ก็ได้สำรวจความเห็นของ CEO ในปี 2007 เกี่ยวกับปัจจัยภายในองค์การที่มีผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้และผลกำไรว่ามีอะไรบ้าง 5 ปัจจัยแรกที่ได้รับการโหวตมากที่สุด คือ

  1. ทีมการบริหาร (Team Management)
  2. ประสิทธิภาพของการปฏิบัติการ
  3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
  4. เทคโนโลยีใหม่
  5. การสร้างพันธมิตร


สำหรับการสำรวจของ NYSE พบว่า CEO จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเป็นลำดับแรกในปี 2007 ซึ่งเรื่องของการบริหารคนก็ถูกจัดรวมอยู่ในข้อนี้ด้วย คาดว่าชาว HR ทั้งหลายคงจะถูกใจพอสมควรนะคะ และเมื่อ NYSE ได้ตั้งคำถามให้ CEO คาดการณ์ว่า ระหว่างลูกค้า ลูกน้อง (พนักงาน) และผู้ลงทุนนั้น จะดึงดูดใครยากกว่ากัน และเมื่อหามาได้แล้วจะรักษา (Retaining) ใครได้ยากกว่ากัน การสำรวจในปี 2005 พบว่า 33% ของ CEO คิดว่าดึงดูดลูกค้าได้ยากกว่า 25% คิดว่าดึงดูดผู้ลงทุนยากกว่า และอีก 24% คิดว่าดึงดูดพนักงานได้ยากกว่า และในเรื่องของการรักษาพบว่า 34% คิดว่ารักษาลูกค้ายากกว่า 25% คิดว่ารักษาผู้ลงทุนยากกว่า และ 22% คิดว่ารักษาพนักงานยากกว่า

คราวนี้มาดูผลสำรวจของปี 2006 บ้าง มี CEO จำนวน 22% คิดว่าการดึงดูดลูกค้ายากกว่า 17% คิดว่าดึงดูดผู้ลงทุนยากกว่า และ 24% คิดว่าดึงดูดพนักงานยากกว่า และในเรื่องของการรักษาพบว่า 23% ของ CEO คิดว่ารักษาลูกค้าได้ยากกว่า 19% คิดว่ารักษาผู้ลงทุนได้ยากกว่า และ 31% คิดว่ารักษาพนักงานได้ยากกว่า

แม้ว่าผลการสำรวจของ NYSE เรื่องการดึงดูดและรักษาลูกค้า ผู้ลงทุนและพนักงานจะเป็นตัวเลขที่จัดทำในปี 2005 และปลายปี 2006 นี้ แต่เราคงสามารถนำตัวเลขนี้มาคาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจและการบริหาร HR ในปี 2007 หรือปี 2550 ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของบุคลากรนั้น จะเห็นได้ว่าการจะหาและรักษาพนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการนั้นได้กลายเป็นเรื่องที่ยากกว่าการหาลูกค้าไปเสียแล้ว

ก่อนจะจบคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้ ขอแถมผลสรุปจากการสำรวจความเห็นของ CEO ทั่วโลกถึงทิศทางการบริหารธุรกิจในปี 2007 โดย NYSE เพื่อที่ว่าในปีใหม่ 2550 นี้เราจะได้ทราบว่าควรวางกลยุทธ์และแผนงาน HR อย่างไร

NYSE สรุปผล CEO Report ว่าประเด็นสำคัญที่ถือเป็นธีม (Theme) ของปีหน้า คือ เรื่องของคน เริ่มตั้งแต่ทีมของคนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ (Management Team) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบสูงสุดต่อการเติบโตขององค์การ ลำดับต่อไปก็คือคนที่เป็นผู้ทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายในองค์การที่สำคัญที่สุดที่จะสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้นได้

แม้ว่าผลการสำรวจของ EIU จะมีข้อมูลที่แสดงถึงความขัดแย้งกันเองของความคิดของ CEO เกี่ยวกับเรื่องปัจจัยท้าทายและการวางกลยุทธ์ แต่โดยภาพรวมก็สามารถสรุปได้ว่าผลสำรวจของ EIU และ NYSE นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ เน้นเรื่องการตลาดและเรื่องของคน ดังนั้นชาว HR ก็เริ่มเตรียมแผนงานรองรับไว้ได้แต่เดี๋ยวนี้เลยนะคะ

* หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม กรุณาติดต่อที่ : [email protected]

ข้อมูลและประสานงาน: คุณอารีย์ พงษ์ไชยโสภณ

 

ที่มา : โพสต์ ทูเดย์





จำนวนผู้ชม 4673 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์