ทำอย่างไรหลังตกงาน

ทำอย่างไรหลังตกงาน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม
       อัยการแนะนำ ทำอย่างไรหลังตกงาน

        เมื่อคุณตกงานแบบปุบปับจะทำอย่างไร...? หลายคนนึกถึงการบังคับใช้กฎหมายเป็นอันดับแรก อ.ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ มาอธิบายข้อกฎหมายแท้จริงแล้วว่า ควรทำอย่างไร...? ที่สำคัญใน Crisis แบบนี้ กฏหมายเคร่งครัดสามารถจัดการให้ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง เจ้าของกิจการและลูกจ้างตาดำๆ Win-Win ได้จริงหรือ...?
       
       อ.ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบายชนิดของการตกงานแบบคร่าวๆ ได้ 2 แบบ 1. แบบลูกจ้างทำความผิดต่อนายจ้าง ซึ่งนายจ้างสามารถไล่ออกได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 2.กรณีบริษัทหรือนายจ้างเกิดวิกฤต ซึ่งไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ (เจ๊ง...!) หรือให้ลูกจ้างออกอย่างไม่เป็นธรรม กรณีที่ 2 กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เจ้าของกิจการ หรือผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยหมดทุกกรณี “เช่น ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 90 วัน เป็นต้น”
       
       ทั้งนี้หากเป็นกรณี “โรงงานหรือบริษัท” ล้มละลายตามที่เป็นข่าวหน้า 1 อยู่บ่อยๆ อ. ปรเมศวร์บอกว่า ตามกฎหมายระบุว่าลูกจ้างอาจไม่ได้เงินในทันที แต่ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ (ค่าจ้าง, ค่าชดเชย) ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ
       
       “สมมติบริษัทเกิดล้มละลายแล้วได้ขายทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัททอดตลาดแล้ว เมื่อได้เงินจำนวนนั้นมา หลังจากหักจากค่าภาษีเรียบร้อยก็ต้องนำเงินทั้งหมดมาชดเชยให้กับลูกจ้างก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลูกจ้างได้เงินแล้ว เจ้าหนี้รายอื่นถึงจะมีสิทธิ์เรียก” อย่างไรก็ดีในข้อเท็จจริงอีกมิติหนึ่ง เมื่อบริษัทรู้สึกว่าไปไม่ไหว พูดง่ายๆ กำลังจะล้มละลาย โดยที่เจ้าของกิจการเตรียมตัวจะชิ่งหนี อ.ปรเมศวร์ แนะนำวิธีที่ไม่ต้องใช้กฎหมายตามตัวอักษรแบบเคร่งครัด แต่ผลลัพธ์ออกมา Win Win ด้วยกันคู่
       
       “ผมเรียกวิธีนี้ว่า “แรงงานสัมพันธ์” หรือหลักการอยู่ร่วมกันของนายจ้างและลูกจ้าง อธิบายง่ายๆ เมื่อกิจการที่คุณทำอยู่มันไปต่อไม่ไหวแล้ว คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันและกัน ไม่ใช่พอกิจการเจ๊ง ‘ปุบปับหนี’ ซึ่งมันเป็นเรื่องโหดร้ายเกินไป”
       
        ทางออกที่ดีที่สุดต้องไม่บังคับการใช้วิธีทางกฎหมายเป๊ะๆ คือ เมื่อเกิดเป็นคดีแล้วที่สุดแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายต้องประนีประนอมกัน ซึ่งถ้าลูกจ้างยินยอมเพื่อความอยู่รอดไปอีกระยะหนึ่ง ก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่ากฎหมายจะมีมาตรการอย่างหนึ่ง แต่การอยู่ร่วมกันบางทีมันก็สูงกว่ากฎหมาย
       
        อย่างไรก็ดี อัยการเชี่ยวชาญพิเศษบอกว่า ต้องยอมรับว่าสังคมไทยคนมีเงินออมน้อย จึงอยากฝากให้ คนที่ทำงานในภาคแรงงานอย่าเพิ่งเรียกร้องอะไร ถ้านายจ้างคิดจะปิดกิจการจริงๆ ควรใช้ระบอบประชาธิปไตย ให้คนงานมีส่วนร่วมกับเขาน่าจะดี
       
       “จริงๆ ผมเป็นอัยการ ทำงานกฎหมายแต่ถามว่า เมื่อตกงานแบบสุดวิสัยแล้วจะยุให้หาทางออกด้วยการตั้งป้อมฟ้องร้องตามตัวบทกฎหมายแบบเคร่งครัดเลยไหม ผมไม่แนะนำ เพราะในประเด็นนี้ยืดหยุ่นกันได้ โดย 2 ฝ่ายต้องเอาปัญหามานั่งคุยกัน แต่ถ้าว่ากันตามกฎหมายจริงๆ เรื่องทั้งหมดมันจะเดินได้ช้ามากๆ เรียกว่า กว่าคดีจะเริ่มที่ศาลแรงงาน กว่าจะได้ประชุมเจรจา ประนอมหนี้ ชำระหนี้กันจบจริงๆ เร็วที่สุดก็ตั้งปีครึ่ง ซึ่งบางครั้งเมื่อได้มาแล้วก็ได้จำนวนเงินไม่เต็ม แถมการฟ้องแบบนี้ก็จะมีค่าใช้จ่าย บางครั้งก็ไม่คุ้มเสียครับ” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสรุปทิ้งท้าย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




จำนวนผู้ชม 4983 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์