เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงันร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ : แรงงานไทยดีจริงหรือ?” โดยนาย สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คำถามที่ว่าการปรับเพิ่มค่าจ้างขึ้นดีหรือไม่นั้น หากดูภาพรวมของสังคมจะเห็นว่ามีข้อดีและข้อเสีย
โดยข้อดีคือเป็นการสร้างหลักประกัน ทางรายได้ให้แรงงานที่เข้าทำงานใหม่ซึ่งทำให้คนมีกำลังใจในการทำงาน แต่จะไปกระทบต่อต้นทุนสินค้าโดยเฉพาะกิจการที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีผลกระทบมากนัก แต่มีผลในแง่จิตวิทยา และทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มค่าจ้างให้ทุกปีทำให้ไม่รู้สึกขวน ขวายในการพัฒนาตัวเอง และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพของประเทศโดยภาพรวม
นายสมเกียรติกล่าวว่า ทำอย่างไรให้เรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องมอง เรื่องหลักการการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยอิงมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอ โดยคิดค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับ 1 คน แต่ไอแอลโอบอกว่าค่าจ้างขั้นต่ำต้องรวมถึงครอบครัวด้วย ดังนั้นจึงต้องพิจารณามุมมองตรงนี้ด้วย
นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า รายได้ของลูกจ้างเฉลี่ยใน กทม.อยู่ที่วันละ 303 บาท แต่ที่กระทรวงแรงงานกำหนดไว้คือวันละ 215 บาท ซึ่งส่วนเกินของรายได้มาจากการทำงานล่วงเวลา แต่การได้รายได้เพิ่มเช่นนี้ก็ต้องสูญเสียบางอย่างในชีวิต เช่น เวลาที่อยู่กับครอบครัวหายไป เนื่องจากต้องทำงานล่วงเวลา
อย่างไรก็ตามการขึ้นค่าจ้างจำเป็น ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบมาก และก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าปีต่อไปก็จะให้ความสำคัญกับตรงนี้มากขึ้น เรื่องการปรับค่าจ้างตนได้รับการบังคับจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้ควบคุมดูแล แรงงานต่างด้าวให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับแรงงานไทย ซึ่งลำบากใจมาก เพราะค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือของไทยเกือบสูงสุดในแถบอาเซียน ทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น
(เนชั่นทันข่าว, 31-3-2554)