14 ก.พ. 55 - นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมทุกวันนี้เกิดจากการไม่เข้าคู่ของทักษะ ฝีมือ เนื่องจากตลาดขาดแคลนแรงงานฝีมือและประสบการณ์ โดยเฉพาะแรงงานช่างระดับอาชีวะ ในขณะที่แรงงานจบใหม่ส่วนใหญ่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เพราะเห็นว่าค่าตอบแทนสูงถึงเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งต้องมองทิศทางการบูรณาการหรือประสานความร่วมมือระหว่างความต้องการตลาด แรงงานกับภาคการศึกษาที่ผลิตแรงงานออกสู่ตลาดแรงงานด้วย ขณะที่แรงงานไทยไม่นิยมทำงานในกลุ่ม 3D คือ Dangerous พวกงานอันตราย Dirty งานสกปรก และ Difficult งานลำบาก จึงเกิดเป็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานของตลาดแรงงานขึ้นอย่างชัดเจน
“ในช่วงนี้สถานการณ์เริ่มที่จะสะท้อนให้เห็นว่าเริ่มมีการขาดแคลนแรงงาน บ้างแล้ว และในอนาคตที่ประชากรเกิดน้อยลงก็จะยิ่งประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมาป้อนตลาด แรงงานสูงขึ้น ก็ต้องมาดูว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร เราก็ต้องเติมเต็ม แม้จะมีผู้ตกงานอยู่บ้าง แต่จากการจัดนัดพบแรงงาน จัดคาราวานออกพบปะระหว่างผู้ประกอบการ นายจ้าง กับแรงงานโดยตรง รวมถึงมาตรการของกระทรวงแรงงาน เช่นโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชะลอการเลิกจ้าง การให้วงเงินสินเชื่อต่างๆ ล้วนมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการและแรงงานได้มีโอกาสพบกันมากขึ้น ผู้สมัครงานหลายหมื่นคน นอกจากนี้จะได้ทำการได้สำรวจด้วยว่านายจ้างมีความต้องการแรงงานเน้นไปที่ ทักษะฝีมือด้านใด ซึ่งกระทรวงแรงงานได้พยายามทำ
“ธนาคารแรงงาน” ขึ้นมาเพื่อเป็นข้อมูลจัดเก็บว่ามีแรงงานจำนวนเท่าไร นายจ้างต้องการแรงงานในกลุ่มลักษณะใด ปริมาณเท่าใด เพื่อให้สามารถจับคู่ความต้องการได้ตรงความต้องการของสองฝ่าย และต้องดูว่าแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศจำนวนนับแสนและกลับมาไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ใด เราต้องมีในข้อมูลธนาคารแรงงาน เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่แม้จะมีอายุบ้างแต่ก็มีทักษะฝีมือ ประสบการณ์ที่จะมาเติมเต็มให้กับภาวะขาดแคลนแรงงานได้อีกส่วนหนึ่ง” นายเผดิมชัยกล่าว และเสริมว่า การนำแรงงานที่ยังมีศักยภาพมาเติมเต็มให้กับภาวะขาดแคลนแรงงานก็เป็นสิ่งที่ ควรต้องรีบทำ เช่นการนำผู้ต้องโทษที่จะได้รับอภัยโทษมาให้โอกาสเขาได้ทำงาน แรงงานผู้สูงอายุ แรงงานคนพิการที่มีศักยภาพ โดยกระทรวงแรงงานจะเข้าไปเสริมด้านการเพิ่มศักยภาพให้สูงขึ้น สามารถเพิ่มผลิตผลแก่ผู้ประกอบการ เหมาะสมตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป และทุกฝ่ายต้องมีความเห็นอกเห็นใจกันในสถานการณ์เช่นนี้
ในด้านของนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อปัญหาในขณะนี้ คือ การขาดแคลนแรงงาน อำนาจการต่อรองจึงอยู่ที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงาน การขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาทก็จะเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ลูกจ้างเข้ามาทำงานมากขึ้น ผลผลิตก็จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะการที่คนเราได้รับค่าตอบแทนสูงก็ต้องการเพิ่มศักยภาพฝีมือให้ผลผลิตของ ตนสูงตามค่าจ้าง
ด้านตัวแทนลูกจ้าง นายชัยพร จันทนา ประธานสภาองค์การลูกจ้างสถานแรงงานอิสระฯ ได้กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในเรื่องมาตรการ ต่างๆ ที่จะรักษาสภาพการจ้างไว้ได้ แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา มีลูกจ้างบางส่วนออกไปจากระบบการผลิตภาคอุตสาหกรรมไปพึ่งพาภาคเกษตรกรรมที่ กำลังมีค่าตอบแทนสูง เช่นการรับจ้างเกี่ยวข้าวจะได้ค่าจ้างวันละ 300 บาทพร้อมอาหารวันละหนึ่งมื้อ ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมต้องการให้ลูกจ้างแรงงานกลับเข้ามาก็ต้องพิจารณาด้าน ค่าจ้าง สวัสดิการให้เหมาะสม คุ้มค่ากับที่แรงงานจะหวนกลับคืน เพราะในขณะนี้พวกเขาได้รับค่าตอบแทนในภาคเกษตรกรรมที่เหมาะสมและยังไม่ต้อง ย้ายถิ่นฐานอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในขณะนี้
(ฐานเศรษฐกิจ, 14-2-2555)