"โรงงานอยุธยา" ช็อกแรงงานหนีซบ "ชลบุรี-ระยอง" รับ 300 บ.

"โรงงานอยุธยา" ช็อกแรงงานหนีซบ "ชลบุรี-ระยอง" รับ 300 บ. | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : "โรงงานอยุธยา" ช็อกแรงงานหนีซบ "ชลบุรี-ระยอง" รับ 300 บ. , ข้อมูลเกี่ยวกับ "โรงงานอยุธยา" ช็อกแรงงานหนีซบ "ชลบุรี-ระยอง" รับ 300 บ.



นางปราณี ไชยเดช แรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 และผลกระทบจากนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ใน 7 จังหวัดนำร่องทำให้แรงงานของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีอยู่ในระบบผู้ ประกันตนกว่า 300,000 คน เริ่มทยอยลาออกจากงาน เพราะค่าแรงงานขั้นต่ำของอยุธยาอยู่ที่ 265 บาท/วัน และจากการสำรวจพบว่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 ถึงเมษายนที่ผ่านมามีแรงงานออกจากระบบผู้ประกันตนกว่า 31,000 คน ส่วนหนึ่งย้ายไปทำงานในจังหวัดชลบุรี ระยอง และจังหวัดที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาได้เริ่มปรับตัวโดยการจ่ายค่า แรงให้สูงขึ้น เพื่อจูงใจแรงงานไม่ให้ไหลไปใน 7 จังหวัดนำร่อง โดยโรงงานบางแห่งจ่ายค่าแรงสูงถึง 365 บาท/วัน

"สิ่งที่กังวลคือ แรงงานจากธุรกิจเอสเอ็มอีจะไหลไปสู่โรงงานขนาดใหญ่มากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายใน 1-2 ปี แรงงานจะขาดแคลนแน่นอน"

สอดคล้องกับ ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นายกสมาคมเครื่องหนังที่กล่าวว่า ปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิกประมาณ 180 บริษัท ตอนนี้แรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง อาทิ อุตสาหกรรมกระเป๋า รองเท้า ฯลฯ มีการขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีปัจจัยจากเรื่องค่าแรง 300 บาทมาเพิ่ม ยิ่งทำให้ขาดแคลนหนักเข้าไปอีก ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่จะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำ ประกัน

ด้านนายพิชิต นิลทองคำ จัดหางานจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า มีแรงงานย้ายเข้ามาทำงานในจังหวัดชลบุรีและมาขึ้นทะเบียนกับจัดหางานจังหวัด ประมาณ 5% แต่เชื่อว่ามีแรงงานเคลื่อนย้ายมามากกว่านี้ที่ไม่ขึ้นทะเบียนแต่ไปสมัครงาน ด้วยตนเอง เนื่องจากโรงงานขนาดใหญ่บางแห่งใช้มาตรการจูงใจจ่ายค่าจ้างมากกว่า 300 บาท หากรวมค่าทำงานล่วงเวลา (โอที) ค่าจ้างจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาท/วัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชลบุรียังขาดแคลนแรงงานอีก 20,000 ตำแหน่ง

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) ระบุว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้เกิดการเลิกจ้างในระดับที่แตกต่างกัน ยิ่งค่าแรงขั้นต่ำใหม่มีค่าใกล้เคียงกับค่าแรงเฉลี่ยของประเทศ ผลด้านการเลิกจ้างจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทำให้ค่าแรงใหม่เป็น 75% ของค่าเฉลี่ยของประเทศ ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และอาจส่งผลให้มีการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา แต่อาจส่งผลให้มีเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการประมาณ 10-15% หรือประมาณ 8 หมื่น-1.2 แสนราย ใน 18 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้จากการสำรวจแนวทางปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 8 เดือนข้างหน้า พบว่าผู้ประกอบการมีแผนเลิกจ้างพนักงานในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี สูงถึง 38.9% พร้อมกับจะเข้มงวดกับประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นถึง 76.6% ควบคุมต้นทุนในส่วนอื่น 61.3% ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องจักรมาแทนพนักงาน 45.1% เพิ่มชั่วโมงการทำงานต่อวัน 36.1% และผู้ประกอบการ 63.4% จะลดการฝึกอบรมหรือการจ่ายงานเป็นชิ้นให้กับพนักงานโดยการวิจัยครั้งนี้ทำ การสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 เมษายน 2555 มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 536 ราย ใน 7 จังหวัดนำร่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต

ขณะที่ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ แสดงความเป็นห่วงต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากับ 300 บาททั่วประเทศในปี 2556 ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในรอบที่ 2 จะเกิดการช็อกเหมือนเจอแผ่นดินไหวอีกครั้งและจะใหญ่กว่า เนื่องจากจะเป็นการปรับขึ้นในอีก 70 จังหวัดที่มีค่าจ้างห่างจาก 300 บาทมาก ขณะที่ 7 จังหวัดที่ปรับไปก่อน หากไม่มีการปรับเพิ่มด้วยค่าครองชีพก็จะทำให้อำนาจซื้อลดลงไป

จากการศึกษาจึงเสนอให้นำผลการคาดการณ์ภาวะค่าครองชีพ หรือ CPI ของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งทำทุกปีในแต่ละจังหวัดมาใช้เป็นฐานในการพิจารณา แต่หากยืนตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ปี 2556 ทุกจังหวัดมีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท พร้อมกับให้ค่าจ้างคงที่จนถึงปี 2558 อาจทำให้อำนาจซื้อจากเงิน 300 บาทลดลงไปพอ ๆ กับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริงเฉลี่ยในปี 2556 อยู่ที่ 299 บาท โดย 7 จังหวัดแรกที่ได้ขึ้นค่าจ้างไปก่อนจะเสียเปรียบกว่า โดยกรุงเทพฯมีค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริงเหลืออยู่ 293 บาท นครปฐมเหลือ 290 บาท ปทุมธานีเหลือ 292 บาท นนทบุรี สมุทรปราการและภูเก็ตเหลือ 289 บาท สุดท้ายสมุทรสาครเหลือ 287 บาท

พร้อมกันนี้ทีดีอาร์ไอยังเสนอ 3 แนวทางเลือกเพื่อให้ลูกจ้างไม่จนลง นายจ้างมีเวลาปรับตัว คือ 1) ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 2 งวด โดยปี 2556 ขึ้นค่าจ้าง 27-55 บาท เพิ่มอีก 18 จังหวัด แล้วในปี 2557 ขึ้นค่าจ้าง 56-78 บาท ให้กับอีก 52 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งจะทำให้ในปี 2557 มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 2) ให้ขึ้นค่าจ้างครั้งเดียว 40% และทุกปีปรับค่าจ้าง

ขั้นต่ำตามดัชนีค่าครองชีพ แต่วิธีนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศจะมีค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 บาท และ 3) ทำตามข้อเรียกร้องของสภาอุตสาหกรรมฯที่ขอเลื่อนการดำเนินนโยบายค่าแรงขั้น ต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศเป็นมกราคม 2558 และต้องปรับค่าครองชีพ (CPI) ให้กับแต่ละจังหวัดโดยอัตโนมัติ

(ประชาชาติธุรกิจ, 3-5-2555)




ลงวันที่ 08/05/2012 10:09:22
จำนวนผู้ชม 2035 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์